ธรรมะกับความอุดมสมบูรณ์

หลังจากที่ผมอาจ “เปลี่ยนความคิดชีวิตเปลี่ยน” ผมก็ประทับใจกับธรรมะ มากขึ้น (ใครยังไม่ได้อ่าน ก็เนี้ยและหนังสือธรรมะจากความจริง) เขาได้ให้แง่คิดและเหตุผลที่อ่านแล้วรู้สึกได้ ผมพูดตรงๆว่าเมื่อก่อนค่อนข้างยังสงสัยว่าธรรมะ ทำแล้วได้อะไีร? ยิ่งได้ยินจากคนอื่นๆก็ยิ่งทำให้คิด ขนาดว่าไปบวชมาแล้วก็ยังไม่เจอเหตุผลว่าทำไมต้องนั่งสมาธิเลย แต่พอมาได้อ่านเล่มนี้บวกกับอายุ 21 ปีเต็ม ก็ได้ข้อคิดหลายๆอย่าง แล้วที่วันนี้มาพูดกับ ความอุดมสมบูรณ์ หรือในภาษาอังกฤษก็คือ Productivity !! (อาจจะแปลว่าการเพิ่มผลผลิต แต่ผมตั้งใจแปลว่า ความอุดมสมบูรณ์)

ผมเคยคิดว่าที่เราพยายาม ทำให้ตัวเองมี Productivity ที่สูงขึ้นแต่ทำไมเราถึงรู้สึกขัดแย้ง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ Productivity ไม่จริงนั้นเอง ผมยังคงเชื่อ (เน้นว่าเชื่อ) ว่าการสร้างผลผลิตที่ดีไม่ได้มาจากการบริหารเวลาให้ดีที่สุด หรือว่าการทำ Task ให้เยอะที่สุด แต่จริงๆแล้วมันคือการทำงานออกมาให้สมบูรณ์ที่สุด ในช่วงเวลาที่เหมาะสมดังนั้นธรรมะสามารถมาเสริมข้อนี้ได้อย่างเห็นได้ชัด

  • การทำให้จิตใจสงบและไม่อคติ
  • การที่เราชอบงาน รักงาน และอยากทำงาน
  • การที่เรามีความอดทนต่อกิเลส
  • การที่เราพิจารณาอารมณ์ ทำให้เรามีสติ
  • มีสติสัปชัญญะ และปัญญา
  • ฯลฯ

แต่ละอย่างล้วนมีผลกับการทำงานทั้งนั้น ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่ตามหลักวิชาการที่ท่านทั้งหลายเรียนมา แต่เมื่อใช้คู่กับธรรมะัแล้ว จะได้ผลมากขึ้นอย่างแน่นอน ถ้าเราทำงาน Happy กับงาน ทำอย่างตั้งใจเราจะมี Productivity แบบไม่รู้ตัวนั้นเอง แต่แล้วก็ไม่ใช่หลักธรรมะ ธรรมะต้องมีสติ ดังนั้นถ้าวางแผนกับงานที่ชอบ ที่ตั้งใจ แล้วละก็ Productivity จะเพิ่มขึ้นสูง อย่างไม่น่าเชื่อ แต่สังเกตุว่าการทำแบบนี้ก็ต้องใช้ปัญญาช่วยด้วยถึงจะได้ผลดี ดังนั้นเรามารู้จักหลักการ Get Things Done ง่ายๆกันก่อน เสร็จแล้วพอเมื่อนำมาปฎิบัติพร้อมๆกับใช้ธรรมะ จะส่งผลดีต่อคุณทั้งด้านอารมณ์และการงาน

  • ปัญหาที่เกิด จะผ่านไปได้ด้วยดี
  • จิตใจแจ่มใส ไม่หม่นหมอง
  • งานเสร็จตามกำหนด
  • ความสุขในการทำงานเกิด
  • ความรู้เพิ่มพูนมากขึ้น
  • ทำให้คนรอบตัวจิตใจแจ่มใส

นี้เป็นเรื่องส่วนหนึ่งเท่านั้น จริงๆแล้วไม่ได้อยากให้เชื่อแต่อยากให้ลอง ว่าจริงๆแล้วธรรมะ นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้จริงๆ แต่ก่อนนำมาใช้ควรจะหาคำตอบที่เราไม่เข้าใจเกี่ยวกับธรรมะซะก่อน ไม่งั้นเรายังจะมีอคติในการนำธรรมะมาปฎิบัติ เราควรลองอ่านหนังสือเกี่ยวกับธรรมะดู หรือไม่ก็ถามจากพระที่ท่านเข้าใจธรรมะ เมื่อเราเลิกอคติกับธรรมะ สุดท้ายแล้วสิ่งดีๆทั้งด้านกายและใจก็จะตามมา

3 แนวคิด 3 ขั้นตอนง่ายๆเอาชนะงานล้นมือ

วันนี้ก็ได้เวลาเอาขั้นตอนง่ายๆที่ได้คำแนะนำให้ฟังเรื่อง GTD มาอัพเดตบล็อคครับ โดยเนื้อหาแล้วมันสั้นมากๆ ยังไงผมก็จะเสริมแนวคิดผมลงไปอีกเล็กน้อยครับ

3 แนวคิด

  1. คำว่า Action คือสิ่งที่ทำเสร็จได้ภายในขั้นตอนเดียว
  2. คำว่า Project คือสิ่งที่ประกอบด้วยหลายๆ Action
  3. คำว่า Context คือบริบทโดย Action 1 Action ต้องมีการใช้บริบท เช่น โทรศัพท์หาเพื่อนด้วยโทรศัพท์ โทรศัพท์เลยเป็นบริบท (ได้เหมือนกัน)

3 ขั้นตอน

  1. Capture ในที่นี้หมายถึงการจับความคิดต่างๆลงมาจดบรรทึก เช่น กวาดบ้าน ถูบ้าน ทำการบ้าน อาบน้ำ แปรงฟัน
  2. Organized การจัดการโดยนำ Action ที่ Capture มาได้มาแยกว่าอยู่ใน Project อะไรแล้วก็ใส่บริบทให้ action ด้วย
  3. Do หรือทำนั้นเ้อง

โดยจริงๆแล้วอาจจะยังไม่เห็นภาพ โดยเขาได้อธิบายเพิ่มว่า อย่างใน OmniFocus เนี้ยสามารถที่จะดูแบบ Project หรือ Context ก็ได้นั้นหมายความว่าเราสามารถดูตามบริบท หรือดูตาม Project ดังนั้นเวลาเราจัดการเรื่องตาม เราก็แยกตามสถานการณ์ได้ เช่น เมื่อไม่อยู่หน้า Com ก็จัดการกับสิ่งอื่นๆที่ไม่ต้องใช้ Com เช่น โทรศัพท์หาลูกค้า (ตามที่เรา Capture ไว้) ดังนั้นการแยกโดย Context จะมีประโยชน์เพราะ เลือกได้ว่าในบริบทนี้สิ่งใดที่เราต้องทำบ้าง

สำหรับผมแล้ว OmniFocus อธิบายได้ดีมากแล้ว Tool ก็ดีมากด้วย ใจจริงผมกำลังคิดว่าจะทำ OmniFocus ให้มาอยู่ในรูปแบบของ Web-based (เพราะผมถนัดหนิ T-T) แต่ก็คงช่วงหลังปิดเทอม 10 วันนี้และคงได้ทำกัน การทำ GTD เนี้ยมีประโยชน์ที่ผมได้รับแนวคิดมาก็คือ

  • ทำให้เรามีอะไรทำ ไม่ปล่อยเวลาว่างไปเปล่าๆ
  • ทำให้เราวางแผนเก่งขึ้น
  • ทำให้เราสนุกและมีกำลังใจ เมื่อทำได้เสร็จตามที่กำหนด

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันขึ้นอยู่กับว่าเราลงมือทำ ด้วยรึเปล่าปัญหาที่ยากกว่าลงมือทำคือ เราไม่รู้จะทำอะไรบาง ดังนั้นตอนเริ่มต้นคุณต้องใช้จิตนาการนิดหนึ่ง คือสมมุติอยากให้ห้องสะอาด และไม่รก ก็เริ่มตั้งเลยว่า เราจะทำอะไรบ้างเป็นขั้นตอนนั้นและ เอามาเป็นจุดเริ่มต้นในการลงมือทำ !!

« Previous PageNext Page »