หัวข้อที่ผมได้เข้าไปใน BarCamp Bangkok 3 วันแรกตอนที่ 2

มาลุยกันต่อเลยในตอนที่ 2 ของวันแรก ต่อกันอีก 4 หัวข้อสุดท้ายของวันแรกกันครับ

The Heart of Agile

อันนี้เป็นหัวข้อ Agile อีกอันหนึ่งที่น่าสนใจครับ โดยผมสรุปสั้นๆว่า “เราไม่ควรไปเปลี่ยนแผนในแต่ละ Iteration ถ้าต้องมีการเปลี่ยนแปลง จะต้องเปลี่ยนแปลงใน Iteration หน้าไม่ใช่เปลี่ยนโดนทันที” และควรสื่อสารกันให้เข้าใจให้ได้มากที่สุด , รวมระบบให้เร็วที่สุดเพราะเอกสารไม่สามารถสรุปได้ว่ามันทำงานได้จริง Code การเขียนรวมระบบถึงจะสรุปได้ว่ามันทำงานได้จริง และเขียนเอกสารเมื่อพวกเขาต้องการเท่านั้น และอย่าคิดว่า Agile คือกระบวนการ เพราะหัวใจของ Agile คือ “คน” หลายๆคนจึงเป็นทีม ซึ่ง Agile ไม่ใช่สิ่งยากเรื่องที่ยากคือการทำ “ทีม”

  • Team = กองทัพมด
  • Superstar =Egomaniac

หนังสือแนะนำคือ Extreme Programming Pocket Guide (กะจะหามาอ่านเหมือนกัน) อยากดูสไลด์ต้องที่นี้

http://www.slideshare.net/kulawat/the-heart-of-agile

sIFR vs CuFon

ขอเกริ่นสักเล็กน้อยว่าเจ้า 2 อันนี้เป็นตัว Javascript ที่เอาไว้อ่าน font แล้วสามารถแสดงผลในแต่ละ Browser โดยแต่ละตัวมีคุณสมบัติดังนี้

sIFR (GNU Free Doc) ตอนนี้ Version 3

  1. ต้องการ Flash Plug-in
  2. ใช้งานได้ทุก Browser
  3. ใช้งานง่ายปานกลาง
  4. เร็วปานกลาง
  5. การจะดู Demo ต้องใช้ผ่าน Web Server
  6. IE – Font ใหญ่กว่าใน Firefox และมีปัญหาสระลอย

cuFon (MIT License)

  1. ไม่ต้องการ Flash
  2. ใช้งานได้ทุก Browser
  3. ใ้ช้งานง่ายมาก
  4. เร็วมาก
  5. สามารถใช้งานบนเครื่องได้เลยไม่ต้องผ่าน Web Server
  6. เวลาใช้งานมีการเพิ่ม tag span ลงไป
  7. สระลอยเป็นบางตัว
  8. บาง Browser Hilight ไม่ได้

วิธีการทำงานก็ใช้ : XHTML + CSS + JavaScript + Font

How to make a computer break ตา|กลม or ตาก|ลม

หัวข้อนี้เป็นหัวข้อตัดคำนั้นเองครับ โดยผมไปดูความน่าสนใจของวิธีตัดคำ โดยได้เห็นแนวทางของ 2 ความคิดนั้นก็คืออันดับ 1 และ 2 มาอยู่ในห้องเดียวกันเลย โดยเขาอธิบายว่า มีวิธีดังนี้

  1. ตัดมาเป็นคำๆ
  2. ใช้วิธีการหาจากคำศัพท์ใน Dictionary โดยใช้ Algorithm แบบ Logest Matching หรือ Maximal Matching
  3. ใช้สถิติบางอย่าง เช่น ดวง -> ตา มีมากกว่า ดวง->ตาก
  4. ในส่วนของ Algorithm ของการค้นหาคำที่มีอยู่ในคลั่งข้อมูลเขาใช้ Binary Search Tree

ส่วนของอันดับ 1 ในงานตัดคำของ Nectec นั้นผมได้สอบถามนอกรอบเขาได้ใช้ส่วนวิธีการที่เหนือชั้นกว่าการใช้หาคำศัพท์เป็นคำๆของ Dictionary แต่เป็นการวิเคราะห์ถึงเป็นลำดับ ตัวอักษร เลยที เดียวเช่น พวก ไม้เอก ไม้โท จัตวา จะไม่สามารถอยู่ตัวแรกของคำได้ เป็นต้น

เรียนโท – เอกช่วยชาติ

อันสุดท้ายแล้วครับสำหรับวันแรก ผมได้เขามาหัวข้อนี้เพราะใจผมก็คิดอยู่เหมือนกันว่าจะต่อโท เอาละครับผมจะเล่าละนะ เขาได้บอกความแตกต่างระหว่างปริญญาตรี โท เอก ให้ฟัง

  • ปริญญาตรี : อ.บอกหัวข้อ + ปัญหา + วิธี
  • ปริญญาโท : อ.บอกหัวข้อ + ปัญหา (ไม่บอกวิธี)
  • ปริญญาเอก : อ.บอกหัวข้อ

ซึ่งปริญญาตรีสอนให้ทำเป็น ปริญญาโทสอนให้วิเคราะห์ปัญหาเป็น ปริญญาเอกสอนให้สร้างปัญหาเป็น !! แล้วทำไมเรียนโท – เอกถึงช่วยชาติได้ เพราะปัจจุบัน ค่านิยมของเราตอนนี้ คือปริญญาโท เอก เมืองไทยไม่ดีต่อนอกดีกว่า ส่งผลให้การศึกษาปริญญาโท เอกในมหาลัยต่างๆตำลง เพราะไม่มีการนำงานวิจัยต่างๆไปใช้ เสร็จแล้วพอมหาลัยระดับไม่เพิ่มขึ้น ก็จะส่งผลให้ผู้ปกครองมองว่าปริญญาโท เอกเมืองไทยไม่ดี ก็เลยส่งลูกไปต่อนอกเหมือนเดิมเป็นวงจรณ์อุบาท ดังนั้นเรามาหยุดวงจรณ์อุบาทนี้กันเถอะ

เรียนโท – เอกช่วยชาติกันเถอะครับ

ปล. เสริมอีกนิดสำหรับคนที่กำลังจะจบตรี เดียวนี้เขามีเรียนตรี 3 ปีจบเอกแล้วนะใครสนใจลองหาข้อมูลดูครับ

จบแล้วสำหรับวันแรกแล้วครับ วันที่สองน่าจะตามมาในวันหลังๆ ซึ่งน่าจะอีกสักพักหนึ่งนะครับ เพราะอยู่ใน Laptop อย่าลืมติดตามกันอีกนะครับ :D ผมแถมเรื่องอื่นๆที่มีสไลด์ใน Slideshare ให้อีกครับ

แนะนำให้ดู Dharma Framework ของพี่ MacroArt นะครับดีมากๆ

หัวข้อที่ผมได้เข้าไปใน BarCamp Bangkok 3 วันแรกตอนที่ 1

เอาละครับหลังจากดองมานาน ผมก็จะมาเล่าเกี่ยวกับ BarCamp Bangkok 3 วันแรกให้ฟังกันแล้วครับ ส่วนวันที่สอง อ่านจะต้องรออีกสักพักเพราะ ผมจดลง Laptop ยังไม่มีโอกาสได้เปิด Laptop เท่าไรเลยด้วยละ เอาละครับมาเริ่มกันเลย ผมได้เข้าไปหัวข้อดังนี้ครับ เริ่มกันที่

iWidgets

เป็นเว็บแอปพลิเคชันที่ให้เราสามารถทำแอปบน Facebook ได้อย่างง่ายครับ โดยข้อดีของมันคือ ไม่ต้องมีความรู้เกี่ยวกับ Programming ก็สามารถทำได้ สนับสนุนการลากและวางเพื่อสร้างแอปพลิเคชัน และใช้ง่ายครับ โดยระบบเบื้องต้นที่เขาให้มารองรับ แม้กระทั้งรับ Feed (RSS/ATOM) มาใช้งานกันเลยทีเดียว ส่วนข้อเีสยนั้น เวลาย่อรูปในเว็บแอปพลิเคชันแล้ว แอปของเราใน Facebook จะคืนค่ารูปเป็นแบบเดิม และไม่สนับสนุนภาษาไทยครับ โดยถ้าใช้ภาษาไทยอาจทำให้ถึงพังเลยทีเดียว แล้วเจ้า Facebook Application นั้นสามารถหารายได้ด้วยโฆษณาซึ่งถ้าแอปเราถูกสร้างจาก iWidgets แล้วมีการแปะโฆษณา iWidgets จะได้รับไป 15% ต่อการคลิกโฆษณาทุกครั้ง (แทนที่เราจะได้คนเดียว แต่ก็คุ้มไม่ต้องเสียเวลานั่งศึกษา Facebook Api นะ) สนใจเข้าไปได้ที่

http://iwidgets.com/

Due Date the Root of All Evil

หัวข้อนี้ผมเข้าไปช้านิดหน่อยโดยไม่ได้ฟังแรกๆ แต่ผมเรียน Software Engineer มาพอเข้าไปก็เลยเข้าใจสิ่งที่เขาจะพยายามสื่อ ถ้าจะสรุปง่ายๆก็คือ Project Manager ไม่ควรกำหนดวันที่งานแต่ละงานต้องเสร็จ แต่ควรถามความเห็นของทุกคนในทีม และตกลงกันเป็นประชามติในแต่ละงาน ซึ่งข้อดีมีมากมายครับ ใครสนใจให้ลองไปอ่านเรื่อง Agile เพิ่มเติมครับ เป็นเรื่องที่ดีมากๆ ใครสนใจดูสไลด์ ไปดูได้ที่

http://www.slideshare.net/korn4d/due-date-the-root-of-all-evils

Experience In Building Scalable Web Sites Through Infrastructure’s View (*)

เข้าไปฟังหัวข้อนี้แบบว่าคุ้มสุดๆครับ สำหรับผมได้เห็นภาพในมุมมองของคนทำ Infrastructure แล้วได้รู้ว่าเว็บเซิร์ฟเวอร์ระดับโลกเขาทำกันยังไงให้ รองรับคนเข้าใช้วันละหลายๆล้านคน ซึ่งหัวข้อที่พี่ @AuntiSpam ได้มาพูดผมสรุปคร่าวๆได้ดังนี้ครับว่าทำไงให้รองรับคนจำนวนมากได้

  • การว่างโครงสร้างเครื่องโดยมีการแยกส่วนระว่างเครื่อง เ็ว็บ และ เซิร์ฟเวอร์ร่วมถึงการใช้ Memcached และ Reverse Proxy
  • เขียนโปรแกรมให้เก็บค่าบางอย่างลง Cache ก่อนแล้วพอถึงตัวเลขที่กำหนดค่อยให้เก็บลง Database ซึ่งจะช่วยลดภาระของ Database ลงได้มาก
  • การเลือก Hardware , OS , DB , Web Server , Caching , Software Architecture และเรื่องที่เกี่ยวกับโครงสร้าง เช่น DNS,Network,Storage
  • 80% ของการตอบสนองผู้ใช้อยู่ที่ส่วนหน้าบ้าน (front-end) ดังนั้นถ้าจะแก้ไขเรื่องการตอบสนองควรแก้ที่หน้าบ้าน
  • ทำตาม Yahoo Best Practice หาข้อมูลเพิ่มได้ที่ developer.yahoo.com หรือใช้ add-on ของ Firefox ชื่อ YSlow
  • พยายามดูแลและตรวจสอบการใช้งานทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น Memcahed , DB , Web Server ต่างๆ เพื่อนำมาวิเคราะห์และแก้ไขในภายหลัง

ผมสรุปเพียบแค่นี้ละครับแต่เนื้อหายาวเหมือนกัน ใครสนใจไปดูสไลด์ ต่อได้เลย

http://www.slideshare.net/AuntiSpam/experience-in-building-scalable-web-sites-through-infrastructures-view

Working online while traveling

เรื่องนี้ผมไปฟังแล้วก็ยัง งงๆอยู่ครับเพราะอังกฤษล้วนๆ ซึ่งผมจับใจความได้ประโยคเดียวครับ ถ้าคุณอยากจะทำงานเมื่อเดินทาง “เขียนนิยายอนาคตสั้นๆของคุณเองว่า วันนี้ เดือนนี้ เราจะไปเขียนโปรแกรมที่ไหน ?” เหมือนจะเป็นการวางแผนใช่ไหมครับ แต่ผมคิดว่าคำพูดของเขาดูสวยหรู่กว่าการบอกว่า ให้คุณคิดว่าวันนี้ คุณต้องทำงานที่ไหน ใช่ไหมละครับ อ๋อเขาเตือนมาอีกอย่างคือจะไปทำงานที่ไหน ก็ให้เข้าเมืองตาหลิวต้องหลิวตาตาม

10 Tips for Start business online (*)

ภาษาอังกฤษอีกแล้วครับสำหรับ Session นี้ผมสรุปมาได้แค่ 8 หัวข้อเองว่าจะทำธุรกิจออนไลด์อะไรดีและมีวิธีเริ่มต้นอย่างไร

  1. ทำในสิ่งคุณอยากทำ
  2. ตอบคำถามให้ได้ว่า ทำไมพวกเขา(ลูกค้าของคุณ)ถึงต้องสนใจคุณ ? ทำไมคุณถึงพิเศษกว่าคู่แข่ง ?
  3. ถ้าคุณยังคิดไม่ออกว่าจะทำอะไร ลองค้นหาใน Google ด้วย Keyword ที่คุณนึกออกแล้วถามตัวเองว่าอยากทำธุรกิจนี้จริงๆไหม ? (เพราะเราจะได้เข้าไปดูเว็บของคนที่ทำเรื่องนี้แล้วซึ่งเป็นแนวทางให้เราได้)
  4. ต้องมีระบบสมาชิก
  5. หาลูกค้าจากเพื่นอของคนรู้จักหรือนำคนรู้จักมาเป็นลูกค้าเราซะ (แต่คุณต้องไปแก้ปัญหาหรือไม่ก็นำเสนอแนวทางที่ทำให้เขาและเราได้ผลประโยชน์ [Win-Win])
  6. หาโอกาสในการรู้จักกับคนอื่นๆ หรือหาเพื่อนใหม่ๆนั้นเอง
  7. ค้นหาผลิตภัณฑ์ของเราให้เจอ
  8. ทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ทำและทำให้ดี

ผมจดมาได้แค่นี้ซึ่งหัวข้อนี้ก็ถือว่าใช้ได้เลยทีเดียวครับ

Freeware & Free Service

หัวข้อนี้ของอาจารย์สุภเดช Beartai.com ครับผมซึ่งผมก็จดๆมาเกือบครบละมั่งโดยมีโปรแกรมฟรีน่าสนใจดังนี้ครับ

  • Toodledo
  • Flexi Server (การจัดการควบคุมผู้ใช้งาน)
  • Microsoft Skydrive (เก็บไฟล์ได้ไม่เกิน 50mb)
  • Gantt Designer (ตัวทำ Gantt Chart นั้นเอง)
  • Express Invoice (ตัวออกใบแจ้งราคาสินค้า รองรับ Web-based และสามารถหักแบบรายเดือนได้ด้วย)
  • Express Account (ตัวทำบัญชีสามารถ Link ได้กับ Express Invoice ซึ่งเวลาออกใบเสร็จแล้วมีเงินเขาก็จะเข้ามาทาง account ทันที)
  • PDF Creator (สามารถทำหลายอย่างออกมาเป็น Format .pdf เช่น word รองรับภาษาไทย !)
  • Net Profile
  • Axcrpyt
  • PhotoScape

ส่วนตัวไหนที่ผมไม่เขียน ก็สามารถเข้าไปดูตัวอย่างโปรแกรมในสไลด์ของอาจารย์สุภเดชได้เลยครับ

http://www.slideshare.net/ripmilla/freeware-and-free-services-for-it-freelancer

วันนี้ก็ล่วงเลยมาถึงตี 3 แล้วผมขอตัวไปนอนแล้วครับ เดียวจะมาเขียนต่อของวันที่ 1 ในตอนต่อไปครับ

10 ประสบการณ์จาก BarcampBangkok #3

หลังจากไป Barcamp มา 2 วันผมได้ประสบการณ์หลายอย่างจาก Barcamp เอาละมาฟังข้อคิดและประสบการณ์ที่ได้จาก Barcamp กันเลยครับ

  1. หัวข้อที่คุณไม่แน่ใจว่าเกี่ยวข้องกับอะไร แต่พอเข้าไปฟังทีไรก็ทึ่งทุกที เช่น 3D-Popup ครั้งแรกงงว่าอะไรวะ แต่เป็น 3D เลยลองไปดูสรุปว่าสุดยอดมากๆ
  2. คนไทยอยากนำความรู้มาแบ่งปั้นแต่สิ่งที่เขาต้องการก็คือ คนที่สนใจเขาและฟังเขา ดังนั้นการสนับสนุนคนพูดคือสิ่งที่เป็นกำลังให้เขานำความรู้มาแบ่งปั้นครับ
  3. การได้พบปะผู้คนเพิ่มขึ้น มักนำความคิดที่แตกต่าง และไอเดียใหม่ๆเข้าสู่ชีวิตเรา ดังนั้นอย่าปิดกันตัวเองในการพบปะผู้คนใหม่ๆ
  4. คุณอาจได้เจอเพื่อน,พี่หรือน้อง ที่ไม่ได้เจอหน้ากันมานาน ซึ่งมาเจอกันในงานนี้
  5. การเปิดหู เปิดตา เปิดใจ ทำให้คุณได้พบความมหัศจรรย์ ของการแลกเปลี่ยนความคิด
  6. สำหรับเรื่องที่เราพูด ควรคิดให้ดีก่อนว่าเราจะเจาะกลุ่มคนในระดับใดให้ดี !
  7. ชวนเพื่อนมางานนี้ เราจะได้ไม่เหงา แต่อย่าลืมรู้จักคนอื่นๆ เราจะได้มี connection ที่มากขึ้น
  8. บาร์แคมป์ ไม่ใช่แหล่งชุมนุม Geek อีกต่อไป !! มันคือแหล่งชุมคนคนอยากให้ความรู้และรับความรู้
  9. การฟังหัวข้อที่ไม่ตรงกับสายของเรา ช่วยให้เราเห็นส่วนอื่นๆของโลกเป็นการเปิดวิสัยทัศน์และเพิ่มความรู้รอบตัว
  10. งานบาร์แคมป์จะไม่สนุกสนานและสมบูรณ์ได้หากคาดทุกคนที่ไปบาร์แคมป์ครับ

วันนี้พูดถึง Barcamp เพียงเท่านี้วันต่อๆมาจะมาเล่าประสบการณ์จากหลายๆ Session ให้ฟังนะครับสำหรับคืนนี้ราตรีสวัสดิครับ :D