โลกสมัยเก่า vs. โลกสมัยใหม่ ตอนที่ 1
ประเด่นที่ผมจะมาเขียนในวันนี้ คือเรื่องราวเปรียบเทียบโลกสมันเก่าและโลกสมัยใหม่ อย่างคราวๆโดยใช้สิ่งที่ผมได้เรียนรู้มา share ให้ฟังนะครับ “โลกสมัยเก่า” ทำไมโลกเราปัจจุบัน คนมีความรู้มากขึ้นแต่ทำไม่ประสบความสำเร็จน้อยลง…. ทั้งที่ทุกอย่างก็ลำหน้ากว่าสมัยเก่ามาก แต่ทำไมคนสมัยใหม่ถึงไม่ได้ประสบความสำเร็จกันมากนัก หรือถถ้าจะจุดประเด่นอย่างตรงๆเลยก็คือ “คนเรายิ่งเก่งยิ่งเลือกมาก” ผมคนหนึ่งละที่เป็นคนเคยมีความคิดอย่างนั้นว่าทำไม ต้อง Sharing ทำไมต้องมาทำอะไรเพื่อคนอื่นถ้ามันไม่ได้ “เงินมากพอที่เราต้องการ” แต่ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ได้ศึกษาจากตำราธุรกิจหลายเล่ม ไม่ว่าจะเป็น Rich Dad Poor Dad , Think Big , Google Story และอื่นๆอีกมาก และเมื่อได้อ่านเรื่องแบบนี้มากๆ คุณจะเห็นอย่างหนึ่งที่เกือบทุกคนที่เขียนหนังสือ Style นี้มีก็คือ “คิดอย่างเป็นระบบ” แต่โดยคนส่วนมากรู้หรือไม่ว่าการคิดอย่างเป็นระบบ บางครั้งมันก็ไม่เหมาะกับมือใหม่อย่างพวกเรา ธุรกิจส่วนใหญ่เริ่มจากการที่ไม่มี Process แต่อ่านหนังสือพวกนี้คือวิธีการคิดอย่างมี Process ส่วนใหญ่เป็นระบบใหญ่ๆทั้งนั้นที่ต้องใหญ่พอตัว ถึงจะใช้ Process กันคุณเชื่อไหม การเริ่มต้นธุรกิจเล็กๆถ้ามี Process ผมว่าคุณก็ยังคิดไม่ค่อยออกหรอก เพราะว่าเหมือนเราไม่มีอะไรในหัวแล้วมานั่งให้คิดกระบวนการ ผมชอบคำพูดของคุณครูที่กำลังสอน Network ของผมอยู่คำหนึ่ง “อย่าเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเห็น” สิ่งที่คุณถูกปลูกฝั่งมา มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่คุณอยากจะเป็นจริงๆก็ได้แล้วประเด่นเกี่ยวกับโลกสมัยเก่า สมัยใหม่ได้ไง?? ลองถามคุณพ่อคุณแม่ที่อายุสัก 50-60 แบบผมสิว่าสมัยก่อนเรื่องราวการทำธุรกิจหรือการทำงานของท่านเป็นอย่างไร โดยส่วนใหญ่ก็จะเห็นได้ว่า ต้องลำบากตรากตำทั้งๆที่ไม่เป็นอะไรเลยให้ ประสบการณ์มันสอนไปเอง ? ถ้าดูเพินๆก็เหมือนคำพูดธรรมดา แต่ถ้าลองคิดให้ดูจากคำว่า ต้องลำบากตรากตำ มันมีความหมายในๆคือ “ก็ต้องลุยดูโดยไม่มีทางเลือก” ผมแปลอย่างนี้นะ แล้วทำไมคนสมัยใหม่ที่ประเทศแถบยุโรปถึงมีคนสำเร็จและรวยเพียงอายุไม่ถึง 25 หรือ 20 ปีด้วยซ้ำส่วนใหญ่ถ้ารวยจาก Business โดยตรงคงเป็นอะไรที่สุดยอดบรรลือโลกอย่างแน่นอนแต่ส่วนใหญ่ก็จะเห็นรวยจากเล่น กีฬา , ดารานักแสดง ซะส่วนใหญ่ ผมอ่านอยู่หลายเล่มแล้วผมว่าจริงอย่างมาก อย่างแรง และข้อให้ทุกคนที่มาอ่าน Blog ผมจำเรื่องราวที่จะเล่าต่อไปนี้นะครับ “มีคนบอกว่าอยากเป็นนัก Tennis ระดับโลก ต้องวิ่งวันละ 30 กิโลเมตร , ต้องซ้อมตีลูกวันละ 2000 ลูก , กินอาหารมีประโยชน์ และอื่นๆๆ อีก” ผมขอถามว่ามันจริงไหม? คุณลองตั้งคำถามกะตัวเองว่าคุณอยากเป็นเทพ CSS ต้องทำอย่างไร? “หัดทำ Photoshop CS วันละ 4 ชม.,หัดเขียน code CSS วันละ 2 ชม,ต้องรู้จัก element ของ html ทั้งหมด,นำ design คนอื่นมาดัดแปลง,ทำอย่างน้อยอาทิตย์ละ 5 วันเป็นเวลา 3 ปีและทำไปเรื่อยๆ” ถ้าคุณทำได้คุณคิดว่าคุณจะเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในวงการณ์ CSS ได้หรือไม่? คำตอบดูเหมือนจะไม่มีข้อพิสูจน์อะไรทั้งสิ้น แล้วคนส่วนใหญ่มักจะบอกว่า “ถ้าทำแล้วไม่เป็นอย่างนั้นทำไง ไม่เสียเวลาฟรีหรอ” คนยุคใหม่น่าจะคิดถึงผลประโยชน์ก่อน ไม่เหมือนคนสมัยเก่าที่มีแรงใจอย่างเต็มที่แล้วทำตามนั้น ถ้าเจอดีก็ดีเลย แต่ถ้าเจอคนแนะผิดก็ลงเหวเลย แล้วคุณว่าคนเราปัจจุบันมีทางเลือกมากกว่า แต่ตัวเองเป็นคนปัดประโยชน์ออกไปเอง บทความนี้ผมเขียนได้เรื่อยๆผมจะทะยอยเล่าประสบการณ์ของผมที่เคยได้เรียนรู้จากหลายศาสตร์หลายแขนง ผมเป็นคนชอบพวกนี้มากแต่ผมจะไม่รู้ลึกซึ้ง แต่ผมจะรู้ปานกลางเยอะ แล้ววิเคราะห์ ประยุกต์เอาเสมอ
| Tweet |
เนื้อหาคล้ายกันที่น่าสนใจ

คนส่วนมากมักจะคิดในสิ่งที่ยากเกินตัว… คิดว่าทำอย่างนู้นแล้วเก่ง ทำอย่างนี้แล้วจะดี
ผมคนนึงละถ้าอยากเป็นนักเทนนิส ก็แค่ไปเล่นเทนนิสบ่อยๆ อาทิตย์ละสามวัน พอ!
ถ้าอยากเทพ CSS ผมก็แค่เขียนโค๊ด CSS ใช้เองให้สวยๆ
ปล. หนังสือพวกที่มาแฉประวัติคนดัง พวกที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ส่วนมากผมไม่ค่อยเชื่อ ผมเชื่อประสบการณ์จริง แต่ส่วนมากที่ตีพิมพ์กันมักจะแต่งกันทั้งนั้นแหละ
ใครๆก็อยากดูดีในสายตาคนอื่น..
ขอบคุณ Zelandiax ที่มา share กันนิดๆหน่อยเขียนบทความเร็วๆนะครับอยากไปอ่านมั่ง
ประวัติคนดังนี้ก็ดีนะครับ มันมีข้อดีของมันอยู่แต่คนอ่านมักจะไม่ได้เอามาวิเคราะห์เพียงแต่อ่านไปเพื่อสร้างกำลังใจ + แรงบันดาลใจเท่านั้นเอง หนังสือพวกนี้ก็ต้องแต่งมั่งและให้มันเนื้อหาน่าอ่านใจความของทั้งเล่มอ่านจะมี เพียง 5-10 บรรทัดเท่านั้นที่นำมาวิเคราะห์แล้วได้ใจความ !!