Life
คุณเคยฝันจะทำบริษัทของตัวเองไหม ?
June 28th, 2008ผมฝันมาตลอดและฝันมาตั้งแต่ช่วงมัธยมว่าผมจะมีบริษัทเกี่ยวกับ Software ให้จงได้ เสร็จแล้วผมก็เก็บเกี่ยวประสบการณ์ทั้งด้านการ Design , Coding และ Business ประสานๆกันไป ซึ่งในสมัยก่อนๆผมคิดแค่ว่าถ้าผมมีเงินทองเหลือเฟื้อใช้ผมจะเปิดบริษัททำ Software Open Source เพียงอย่างเดียวเลย ซึ่งคงเป็นบริษัทเล็กๆคนสัก 5-6 คนซึ่งคอยทำ Project Web-Based เกี่ยวกับบริการต่างๆให้คนไทยได้ใช้กัน แต่แล้วมันก็ไม่สร้างผลกำไรใดๆ (ถ้าไม่มีคนมาขอซื้อนะ) จนกระทั่งผมไปฝึกงานที่ SIPA ซึ่งเป็นองค์กรเกี่ยวกับการให้การศึกษา
ซึ่งผมก็ชอบสอนในสิ่งที่ผมรู้และบอกกล่าวไปกับชนรุ่นหลังที่สนใจ ซึ่งผมก็มาปิ้ง Idea ได้ว่าเอะ ถ้าเราทำโปรเจค Open Source แต่เราก็ทำ Course อบรม Open Source ต่างๆรวมถึงเปิด Course สอนสำหรับผู้สนใจได้หนิ ซึ่งเป็นหนทางรายได้อย่างหนึ่งแต่แล้วเราก็ต้องมีวิทยากรที่มีคุณภาพ ดังนั้นองค์กรที่ผมชอบจริงๆก็คือทำ Open Source และรับอบรมด้วย ซึ่งคงเป็นธุรกิจที่กำไรไม่มากแต่สามารถเติบโตและสามารถอยู่ได้ด้วยตัวมันเอง ไม่ต้องพึงเงินจากแหล่งอื่นแบบในธุรกิจแรก
บางที Idea ก็อยู่รอบๆตัวเรานี้และความรู้กว้างๆใน Internet ก็ดีและออกไปดูโลกภายนอกคุณก็จะได้รู้อะไรอีกหลายๆอย่างแล้วเอามาผสมกันเป็น Idea ของคุณเองซึ่งสิ่งนี้น่าสนใจและน่าสนุก ความรู้ยิ่งเยอะ ทำให้คิด idea ออกเป็นจำนวนมากแต่งานจะไม่ค่อยสำเร็จเพราะมั่วแต่คิด idea 555+ (สำหรับบางคนนะครับไม่ใช่ทุกคน) เสร็จแล้วมาลองมาวางแผนว่าในบริษัทเราจะเป็นยังไงบางอย่างคร่าวๆที่ผมอยากได้
แนวทางที่ผมอยากได้คงผสม Google , Pixar และก็ Dtac ผสมๆกันไปครับ
- การออกแบบภายในห้องทำงานจะต้องดูมี Style และก็ออกแนว Creative
- มีการจัดซื้อ ขนมขบเขี้ยว/กาแฟ/เครื่องดื่ม หรือของทานเล่นให้พนักงานกินกันโดยไม่ต้องออกไปซื้อ
- มีพนักงานในบริษัทอย่างน้อยสัก 6 คน (รวมผมเป็น 7)
- พนักงานสามารถใส่ชุดอะไรก็ได้ขอให้ไม่ใช่กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะก็พอ
- สนับใช้ Software Open Source ยกเว้น Windows อาจจะมีการซื้อ License ให้
- สนับสนุนซื้อ Software ที่จำเป็นจริงๆในการทำงาน ไม่จำกัดว่า Open Source ล้วน
- มีห้องประชุมสำหรับการวางแผนต่างๆ
- มี Server กลางเป็นของตัวเองพร้อม Net 4mb สัก 2 เส้น
- มีมุมพักผ่อนให้พนักงาน และมุมกินกาแฟ/เครื่องดื่มต่างๆ
- มีห้อง Trainning สำหรับรับสอน / สอนกันเองภายในบริษัท
- จัดห้องกีฬาในร่มให้ได้เล่นสนุกๆกันยามว่าง เช่น ปิงปอง , สนุกเกอร์ , Squash
ในมุมมองของการพัฒนา Application นั้นเราก็มีจุดยืนเหมือนกัน
- เราจะใช้ภาษา Open Source อย่าง Java , PHP , Python อย่างมากที่สุด 3 ภาษาเท่านั้น
- โดยอาจจะเสริมด้วย Javascript อีกตัวหนึ่ง
- ฐานข้อมูลของเราก็คงหนีไม่พ้น MySQL กับ Sqlite
- จะมีการใช้ Framework ขึ้นมาพัฒนาโดยในส่วนนี้เราจะไม่พัฒนาใช้เอง
- มี Hosting เป็นของตัวเองแต่จ้างคนที่เชี่ยวชาญดูแล
- มีการทำเอกสารเพื่อการพัฒนาโดยยังใช้ UML เป็นหลัก
- เน้นเรื่องการทำ Software Architecture
การมองต่างมุมเพราะเราไม่เน้นตาม Technology อย่างบ้าคลั่งโดยขาดการตอบปัญหาโจทย์เดิมๆของผู้ใช้ทั้งในอดีตและปัจจุบัน เราต้องการจะ “แก้ไขปัญหาให้ User” ไม่ใช่ใช้ Technology ที่ใหม่สุดเสมอ ดังนั้นเราก็เน้นการใช้ HTML Javascript CSS แล้วก็ Server-Side Script มาแก้ปัญหาก็พอแล้ว (แต่ถ้ายุคนั้น RIA อย่าง Flex มันทำง่ายแล้วก็ไม่แน่เสมอไป) เสร็จแล้วสุดท้ายนี้ผมก็คงจบด้วยเรื่อง Topology ต่างๆของที่นี้ละกันครับ
- ในองค์กรต้องมีเครื่อง Server กลางเครื่องแรงๆเพื่อจัดการทุกอย่างไม่ว่าจะเรื่อง Anti-Virus , Anti-Spam , Logging , File Sharing , Security อื่นๆ , Proxy Server , BitTorrent
- ต้องใช้ Router Load Balance กับ Wireless เพื่อทำให้ใส่สายโทรศัพท์ทำ net 8mb +
- มีการทำ Thin Client กับ Terminal Server (Virtual Desktop Infrastructure ก็ได้)
- จอคอมที่ติดกับ Thin Client นั้นจะมีหน้าจอขนาด 24 นิ้วขึ้นไป (เพิ่ม Productivity ให้พนักงาน)
ส่วนเรื่องอื่นๆก็คงเป็นเรื่องการวาง Furniture ต่างๆซึ่งจะเน้นให้ทำงานสะดวกทุกอย่างดูราบรื่นการเลือกโต๊ะและเก้าอี้ดีๆเพื่อ ความสุขของพนักงาน
แล้วท่านมีบริษัทในฝันของท่านรึยัง ? ของผมก็แค่นี้ต้องทำให้ได้ก่อนอายุ 40 !!!! ตอนนี้ 21 ละ 19 ปีเท่านั้น
แจ้งข่าวการงดอัพเดตครับ
May 7th, 2008ท่าทางผมจะไปนานผมเลยต้องมาเขียนโพสนี้ให้ทุกท่านที่ติดตามอ่าน Blog ผมซึ่งพอย้ายมาก็มีคนอ่าน อยู่จำนวนไม่มาก แต่ผมก็พอใจนะเย้ๆ (ประมาณวันหนึ่งต่ำสุด 80 คน) ซึ่งก็หายไปเกินครึ่งเพราะผมเปลี่ยนจาก Dominixz.com เป็น Dominixz.com/blog เพียงเท่านั้น !!! (เพราะ URL มันเปลี่ยน index google มันร้วนหมด) แหะๆชั่งมันเถอะครับ ก็ขอแจ้งให้ทราบนะครับ ว่าผมคงต้องไปทุ่มเทกับ Project ที่ผมอยากให้มันเกิดมากๆ Jersure.com มันไม่มีอะไรพิเศษเท่าไรครับ แต่ผมก็อยากให้มันมีอยู่

เพราะผมตั้งใจอยากทำเครื่องมือค้นหาที่ค้นหาได้ง่ายกว่า Google แต่ใช้ Google เป็นฐานนั้นเอง มันอาจจะเป็นเพียง Project เล็กๆแต่ผมก็อยากให้มันสำเร็จ ! ซึ่งผมก็ขออุทิศตัวเองกับ งานๆนี้ เลยจำเป็นที่จะต้องหยุดการอัพเดต เป็นเวลานานพอควร (อาจจะ 1-2 เดือน) แล้วผมจะกลับมาพร้อม Jersure.com ของผมซึ่งผมคิดว่าจะต้องมีคนชอบมันอย่างแน่นอน !!!! ต่อให้ตอนนี้มันค้นหาข้อมูลได้ไม่เกิน 32 Results ก็เถอะ (ผมใช้ Googel AJAX Search API แต่ใช้แบบ RESTful)
ถ้ามีใครอยากช่วยก็ติดต่อผมมาได้เลยนะครับ Email มาคุยกันได้เลยที่ domesterz@gmail.com ผมทำคนเดียวไม่ไหวแน่เพราะมันไม่ได้หยุดเพียง แค่ Search Engine ยังมีอื่นๆที่ผมจะต้องเสริมมันให้แข็งแกร่งพอที่จะใช้จริง ดังนั้นผมต้องการคนช่วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง User Interface หรือระบบ (ผมใช้ Codeigniter และ jQuery) ยังไงผมก็ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาชมเว็บไซค์ของผมนะครับ ผมจะเข้ามาดูเป็นพักๆตอบ Comment ยังไงผมก็ไม่ทิ้งที่นี้แน่นอนครับ
ติดตามความเปลี่ยนแปลงได้ที่ blog.jersure.com ส่วนเรื่อง Jersure.com ตอนนี้ยังไม่เปิดใช้บริการแต่สักพักคงจะออกมาให้เล่นกันครับ วันนี้ผมไปก่อนแล้วครับสวัสดีครับ
วันชิวๆกับ Shutdown Day ของโดมเอง ;)
May 4th, 2008กับการร่วมกิจกรรม Shutdown Day เลยมาโพสว่าผมไปทำอะไรมามั่งใน Shutdown Day เนื้อหาสาระไม่มีแน่ในโพสนี้ 5555+ เริ่มแรกหลังจากก่อนที่จะเข้าสู่ Shutdown Day พอดีผมต้องลงทะเบียนเรียนของ มหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ ก็เลยตื่นขึ้นมา 8.30 ลงทะเบียนอะไรต่างๆ + ไรท์หนังออกมาดูก็เสร็จประมาณ 10 โมงหลังจากนั้นก็เลยเข้าสู่ ShutDown Day โดยสมบูรณ์ (ไม่เปิด Computer 1 วันเต็มๆ) เริ่มแรกด้วยการอาบน้ำดูหนังเรื่อง “ผีตาหวานกับอาจารย์ตาโบ๋” ก่อนเลย
หนังเรื่องนี้เป็นหนังตลก ที่ตลกธรรมดาตลอดทั้งเรื่อง แต่ก็สนุกดี ความขำให้ประมาณ 6/10 แต่หนังทำโดยรวมก็ดูขำๆได้สบายๆเลย โดยเป็นเรื่องราวของหมอผีกรรมลอ กับลูกทีมมาหากินกับชาวบ้าน โดยแกล้งทำเกิดเรื่องผีๆกับชาวบ้านเพื่อที่จะให้มาใช้งาน “อาจารย์โบ๋” แต่แล้ว
ก็ดันมีผีจริงๆ ซึ่งอาจารย์โบ๋ ก็ทำอะไรไม่ได้แต่แล้วแต่รอดหนังเรื่องนี้ก็โย้งกันจนได้เรื่องว่าจริงๆผีที่เจอเคยมีอดีตกับ เจ้าของโต๊ะหวย นั้นเอง เรื่องราวจะขำแค่ไหน จะสนุกหรือไม่ก็ต้องให้คนอ่าน ไปลองดูกันเองเลยครับผม
ต่อมาหลังจากดูหนัง DVD เสร็จเพื่อนก็ได้โทรมาบอกออกไปดูหนังกันไอ้เราด้วยความที่ว่างใน Shutdown Day รีบบอกโอเค Let’s go เลยไปที่เซ็นทรัลลาดพร้าว (ซึ่งปกติไปบ่อยอยู่แล้ว) ไปดูเรื่อง Iron Man แต่ก่อนจะเข้าไปดู Iron Man นั้นก็แวะกินข้าวก่อน โดยเที่ยวนี้กินชุด Mc Chicken Party Set คนเดียวหมดไป 199 บาทเลย (ไม่คุ้มอย่างแรง) นึกว่าจะอร่อย สรุปไม่คุ้มฟันธง
อย่างที่เห็นในรูปนะครับก็มี Nugget , Burger , ไก่ทอด แ้ล้วก็ไก่ไม่มีกระดูก ไม่ค่อย Work เท่าไรแต่ก็อิ่มนะ
เสร็จแล้วพอกินข้าวเสร็จก็ไปดูหนังเรื่อง Iron Man จองหนังก่อนรอเพื่อนมา Late เข้าไปหนังฉายไปแล้ว 2-3 นาทีก็ OK ไม่เป็นไรเพราะนิดเดียวแล้วแถมมันย้อนให้ดูเลยยังเข้าใจเนื้อเรื่องอยู่ หนังทำ Special Effect และเนื้อเรื่องได้น่าสนใจอย่างมาก แต่มันยังไม่สนุก (อย่างว่ามันต้องปูเนื้อเรื่องก่อนให้คนเข้าใจ) แต่แน่นอนผมว่าภาค 2 มันต้องสนุกแน่ๆเลย (มั่งนะ) ดูเสร็จก็ 4 โมงกว่าแล้วก็ไปเดินเล่นซื้อของ โดยเดือนนี้ซื้อของให้ตัวเองซะเลยซื้อ Scrubb ของ Smooth E มาใช้ ตอนกลางคืนลองใช้แล้วดีมากๆ ชอบเลยติดใจ (อันเล็ก 179 บาทแนะ)
เสร็จแล้วเราไม่รอช้า ตอนเย็นไปกินข้าวก่อนนึกว่าจะกลับตั้งแต่ตอนนั้นและ เลยไม่รู้จะกินอะไรเพื่อนอยากกิน Mc ก็เลยไปกิน Mc อีกคราวนี้ประหยัดซื้อไ่ก่ Pepper 2 ชิ้น หมดไป 40 บาทแหะๆ แต่สุดท้ายก็ผิดขาดเืพื่อนมันบอกไม่ไป Central World แล้วพอเพื่อนบอกงี้เราก็ไปชิวสิครับ ก็ไปร้อง Karaoke ต่อเลย ร้องกันสนุกมากแต่เสียใจด้วยนะครับ ไม่มี Clip มาฝากแหะๆ
เข้าไปร้องกัน 10 กว่าเพลงโดยมี บาส , ต่อ , โดม(ผมเอง) เรียงตามลำดับภาพ ร้องเพลงอินไปนิด (เพื่อนถ่ายให้) เสร็จแล้วพอร้อง Karaoke เสร็จก็ไปเดินเล่นที่ Union Mall ใกล้ๆเซ็นทรัลลาดพร้าวกันชิลๆ คนที่เพิ่มมามีโจ๊กกับเจมส์ (ซ้ายโจ๊กขวาเจมส์)
เสร็จแล้วก่อนจะไปชิลก็ไปซื้อ In & Out ให้แม่สำหรับเอาไปไหว้อากงอาม่า ก่อนที่เราจะไปชิวต่อกันที่ร้านบาร์ตรงข้าม Union Mall กันต่อโดยร้านก็เปิดเพลงชิลๆของกินอร่อย ราคาก็ปกติของร้านพับ / บาร์
โดยผมก็นั่งจิบเบียร์ คุยกันเรื่อยๆกับเพื่อนๆจนเกือบเที่ยงคืนก็นั่ง Taxi กลับบ้านก็จบแล้วครับสำหรับ Shutdown Day ของผมชิวกันสุดๆจริงๆไม่ได้ถ่ายรูปข้าวผัดทะเลจานละ 150 บาทแต่ปริมาณกินได้ 4 คนเลยทีเดียวกุ้งเยอะ ปลาหมึกอร่อย
ปล. โพสนี้ไม่สนับสนุนให้คนอ่านดื่มแอลกอฮอล์นะครับ








