Archive for the 'บทวิจารณ์' Category

10 iPhone Apps ที่ผมเลือกใช้ (2)

ความเดิมตอนที่แล้ว iPhone มี App เป็นจำนวนมากผมเลยเปิดหมวดหมู่ iPhone App ขึ้นมาซะเลยเพราะผมกะมีเรื่องเขียนต่ออีกยาวเลย เพราะตอนนี้ผมเล่นไปเกินกว่า 130 โปรแกรมแล้วครับ เอาละเข้าเรื่องกันต่อเลย

1. K-Mobile Banking Plus

เป็น app ของธนาคารกสิกร เอาไว้โอนเงิน ดูยอดเงิน ฯลฯ โดยขั้นตอนการใช้งานนั้นจะต้องใช้ผ่าน GPRS/EDGE เท่านั้นครับผ่าน Wi-fi ไม่ได้ส่วนวิธีการสมัครสำหรับคนที่ไม่เคย 1. เข้าไปใน application แล้วเลือก menu แรก 2. กดไปเรื่อยๆเขาจะบอกว่าให้สมัครแล้วจะส่ง OTP มาให้ 3. เอา OTP นั้นไปสมัครกับ K-Mobile Banking Plus ที่ตู้ ATM ได้เลย พอสมัครเสร็จถึงจะเข้าใช้งานได้โดยใช้ Password ตามที่สมัครตอนตู้ ATM ครับ

โดยส่วนตัวผมว่าออกแบบได้แย่ + ใช้ Wi-fi ไม่ได้ เพราะเหตุผลเดิมเรื่องความปลอดภัย ถ้าใครใช้ iPod Touch แนะนำให้ใช้วิธีเข้าผ่านเว็บครับ K-Cyber Banking พอใช้ wi-fi ส่งผลคือช้าครับ ไม่รวดเร็ว

คะแนนที่ได้ 6/10 ลิงค์แอพพลิเคชั่น

2. Shazam

เป็นโปรแกรมที่ฟังเสียง เพลงที่กำลังร้องอยู่เพื่อหาว่าเพลงนั้นชื่ออะไร ? ในฐานข้อมูลของ Shazam โดยผมลองกับหลายๆตัวที่เสียตังอย่าง SoundHound แล้วพบว่า Shazam ดีกว่าในการหาเพลงไทย (ถึงแม้ Shazam จะหาเพลงไทยไม่ค่อยเจอ แต่ SoundHound ไม่เจอเลย) ดังนั้นผมเลยยกให้ Shazam ดีกว่าถึงแม้ว่าถ้าเป็นเพลงอังกฤษ SoundHound จะหาเจอได้รวดเร็วกว่าแต่ใช่ว่า Shazam จะหาไม่เจอหนิ !

คะแนนที่ได้ 8/10 ลิงค์แอพพลิเคชั่น

3. APPZILLA

โปรแกรมนี้เป็นการรวมโปรแกรมทั่วไปอีก 90 โปรแกรมในตัวมัน ! เรียกว่าซื้อ 1 ได้ 90 App ถึงแม้ทั้งหมด 90 App หน้าตามันไม่ได้สวยงามน่าใช้ แต่ผมบอกได้เลยว่าราคา 0.99$ นี้จะคุ้มค่ากว่าคุณไปหา App ทั่วไปต่างๆอย่าง Carpenter , Ruler 2 , iTranslate , FakeCall , Timer , Full Camera , Metronome , Walk and type เพราะทั้งหมดนั้นมันอยู่ในนี้แล้ว !! ยกเว้นคุณจะห่วงภาพลักษณ์ เพราะ App มันหน้าตาเห่ยมาก

คะแนนที่ได้ 7/10 ลิงค์แอพพลิเคชั่น

4. Adobe Photoshop Express

โปรแกรมแต่งภาพของฟรีและดีๆจาก Adobe ไม่ว่าจะ Crop รูปใส่ Effect ง่ายๆให้รูป , ปรับ Brigtness , Exposure , Contrast ใส่กรอบง่ายๆก็ได้

คะแนนที่ได้ 8/10 ลิงค์แอพพลิเคชั่น

5. Zumocast

เป็นโปรแกรมที่ต้องติดตั้งบน Computer เราด้วยแล้วทีนี้เราจะสามารถที่ Stream ไฟล์หนัง / ไฟล์เพลง มาดูบน iPhone ได้เลยไม่ต้อง convert ให้ยุ่งยากถึงกระนั้นก็ยังสามารถอ่านไฟล์ PDF , Docs และอีกหลายประเภทได้อีกด้วย ซึ่งผมรู้จักตัวนี้ได้จากพี่ @ripmilla จากเว็บไซต์ของเขา freeware.in.th โดยผมอกได้เลยว่าตัวนี้ดีกว่า iPhone App ที่ชื่อ Air Video เพราะผมลองมาแล้วครับ iphone app  icon wink

คะแนนที่ได้ 9/10 ลิงค์แอพพลิเคชั่น

6. Foursquare

พอได้ทีเปลี่ยนมา iPhone ผมเลยขอเล่นสักหน่อย สรุปว่าเป็นไปตามคาดครับ ถึงแม้คุณจะไม่อยาก check-in แค่เอาไว้ดูข้อมูลว่าที่ๆคุณอยู่นั้นรอบๆมีอะไรน่าสนใจบ้าง แค่นี้ก็เพียงพอแล้วครับ แล้วถ้าเล่นกับเพื่อนก็ยิ่งสนุกว่าเพื่อนเราไปเที่ยวไหน เอะตรงนั้นเราเคยไปแล้วหนิ ส่ง twitter ไปบอกเพื่อนดีกว่า หรือถ้าเราไปเที่ยวตรงไหนเขียน Tips ไว้คนอื่นที่เขามาที่นี้เขาก็จะได้เห็นว่าอ๋อ ร้านนี้ต้องสั่งอันนี้เขาบอกอร่อยกัน เป็นต้นครับ iphone app  icon wink

คะแนนที่ได้ 8/10 ลิงค์แอพพลิเคชั่น

7. Nearby

ถึงแม้ Foursquare จะตอบโจทย์เรื่อง Point of Interest ได้แต่ทว่า แล้วถ้าเราอยากเติมน้ำมันแถวนี้มีตรงไหนใกล้ที่สุดมั่งดูจะเข้าถึงข้อมูลได้ช้าและมีไม่ครบ ผมได้ทำการลองเล่น Around Me ก่อนแล้วค่อยเล่น Nearby สรุปว่าแถวบ้านผมนั้น Nearby สมบูรณ์กว่าเยอะไม่ว่าจะเป็น ATM , ปั้ม ฯลฯ Nearby มีหมดเลย ไม่ว่าอย่างไร App นี้ควรมีติดไว้ครับ

คะแนนที่ได้ 10/10 ลิงค์แอพพลิเคชั่น

8.  VanillaSurf

เนื่องจาก Safari มันยังดีไม่พอ ผมก็เลยต้องลองว่ามีตัวอื่นที่ดีกว่าไหมอย่าง Opera Mini กับตัวนี้ โดย Opera Mini ใครบอกว่ามันเร็วแค่ Start ก็ช้าละ ! ต่อมาก็ VanillaSurf ตัวนี้มีจุดเด่นที่มันดู Full-screen ได้ง่ายมาก ! ข้อเสียคือ Javascript ดู Render ช้ากว่า Safari ครับ

คะแนนที่ได้ 8/10 ลิงค์แอพพลิเคชั่น

9. iMovie

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับ ว่าของเขาดีจริง ตัดต่อวีดีโอแบบไม่ต้องการ effect หรือความเนียนมาก แต่ไม่อยากทำให้ clip มันดูจืดๆ iMovie ช่วยได้แถมเร็วอีกตะหาก โดย iMovie สามารถ Trim , เพิ่มรูป , เพิ่มเพลง แล้วก็เปลี่ยน Transition ได้นิดๆหน่อยๆ เพิ่ม Title ใน Clip video ได้ด้วยครับ โดยสิ่งที่ผมว่าจะทำให้ iMovie สมบูรณ์คือต้องมี Razor เพื่อการตัด Clip บางส่วนของ Clip ออกมาได้ทันทีแล้วต่อกันเพราะเรา อาจจะอยากให้ Title ขึ้นแค่ 10 วิแรกของ video นั้นก็ตัดและใส่ ส่วนที่เหลือก็ไม่ต้องใส่ (ตอนนี้ต้องเพิ่ม 2 clip แล้วก็ Trim หน้า Trim หลังเอง)

คะแนนที่ได้ 8/10 ลิงค์แอพพลิเคชั่น

10. Meebo

ไม่ต้องไปเสียเงินให้ยุ่งยาก Meebo สามารถเล่น MSN , Google Talk และ Yahoo Messenger ร่วมถึง Facebook ได้ (แต่ Facebook ผมทำยังไงก็ Connect ไม่ผ่าน) โดยส่วนตัวผมว่า Meebo ขาดอย่างเดียวคือการดูตาม Status มีแต่ดูตาม Group ครับ แต่ถ้าใครใช้แค่ Windows Live Messenger แนะนำว่าโหลด app Windows Live Messenger แทนจะคลอบคลุมกว่าครับ

คะแนนที่ได้ 7/10 ลิงค์แอพพลิเคชั่น

 

จริงๆผมยังมี App อีกมากที่อยาก Review นะครับ แต่คราวหน้าผมจะมา Review เฉพาะ App เกี่ยวกับรูปโดยเฉพาะเลยนะครับ อย่าลืมติดตามชมนะครับ iphone app  icon wink ใครมี app อะไรใช้ก็มาแบ่งปันกันบ้างนะครับ

10 iPhone 4 Apps ที่ผมเลือกใช้ (1)

หลังจากใช้มา 4 วันแล้วทำให้ผมตัดสินใจเขียนที่จะแชร์ Application ที่ผมว่าขาดไม่ได้สำหรับผมเลยทีเดียว โดยผมจะทยอยเขียนครับ เอาละครับมาเริ่มกันเลย

1.Evernote

ถ้าไม่รู้จัก Evernote ผมจะอธิบายสั้นคือมันเป็นที่เก็บ Note,Files,Audio และรูปลงไปแล้ว Sync กับ Desktop / Mobile ได้อย่างสะดวกสบาย โดยเขาให้ใช้ฟรีเดือนละ 500mb ซึ่งผมใช้เจ้า Evernote ทุกวันในการเก็บความรู้ , ไอเดีย , รูปถ่าย , แผนงาน ฯลฯ ลงไปแล้ว ถ้าเป็นรูปที่มีตัวอักษรภาษาอังกฤษนั้นเจ้า Evernote สามารถทำให้รูปเหล่านั้นถูกค้นหาได้ (OCR) จากการพิมพ์คำภาษาอังกฤษลงไปก็ ค้นหาได้เช่นกัน

คะแนนจากผม 8/10 ลิงค์แอพพลิเคชั่น

2. Facebook

ไม่ต้องพูดอะไรมากสำหรับ App นี้คือคนเล่น Facebook อย่างผมก็ต้องใช้กันอยู่แล้ว ไม่ต้องไปเสียเวลาหา App ที่เล่น Facebook ได้ดีกว่าตัวนี้ เพราะตัวนี้ดีที่สุดแล้วครับ ขอเสียคือไม่สามารถดู comment ใน Note ได้

คะแนนจากผม 9/10 ลิงค์แอพพลิเคชั่น

3. Mobile RSS Pro

ใครเป็นคนชอบอ่านพวก RSS/Feed อย่างผมแล้วละก็ App ตัวนี้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ไม่ชอบ NewsRack กับ Reeder โดยผมชื่นชอบน่าตาของ Mobile RSS Pro และ Feature ที่ครบในการ Full-Screen , Like , Share , Favourite , โพสขึ้น Twitter , โพสขึ้น Facebook , เก็บไว้อ่านทีหลังอย่าง Instapaper หรือ ReadItLater ฯลฯ

คะแนนจากผม 9/10 ลิงค์แอพพลิเคชั่น

4. JotNot Scanner Pro

เนื่องจากผมเป็นคนชอบทำอะไรเป็น Digital ก็เลยหาอะไรไว้เปลี่ยนจาก Physical เป็น Digital อันนี้คือ app ที่ถ่ายรูป/สิ่งของ เช่น นามบัตร , บันทึกในกระดาษ ไปเป็นไฟล์รูปอย่างรวดเร็วละก็ต้องไม่พลาด โดยสามารถ Share เข้า Evernote , Google Docs ได้แต่ตัวมันเองไม่มี OCR แบบ DocScanner (แต่สำหรับผมยกหน้าที่ OCR ให้ Evernote และ DocScanner OCR ไม่ดีเลยผมบอกไว้ก่อน)

คะแนนจากผม 8/10 ลิงค์แอพพลิเคชั่น

5. Echofon Pro for Twitter

สำหรับคนเล่น Twitter แบบผมมันเป็นอะไรที่ขาดไม่ได้ แต่ทำไมต้องเป็น Echofon Pro ละ! เพราะ Twitter for iPhone นั้นยังขาด Feature หลักๆที่ Echofon มีคือ 1. Push Notification , 2. Badges (จะขึ้นตัวเลขแดงๆตรง icon) , 3. User/Link Hilight ซึ่งโดยเฉพาะอันที่ 3 นั้นหายากมากใน App บน iPhone ซึ่ง @KnightBaron บอกดีแล้วที่ไม่มี Hilight เพราะมันจะได้ไม่ไม่รบกวนเราเวลาอ่าน แต่ผมกลับมองว่ามันอ่านยาก

คะแนนจากผม 7/10 (เพราะแพง) ลิงค์แอพพลิเคชั่น

6. Ringtone Designer Pro

ทำไมต้อง Pro เพราะแบบ Free เราสามารถทำได้แค่ 2 Ringtone ที่มีความยาวแค่ 20 วินาทีเท่านั้น แต่ถ้าเป็นแบบ Pro เราสามารถทำได้ Unlimited และมีความยาว 30 วินาที (แต่แบบ Free วิธีทำมากกว่า 2 คือไปเอาอันที่ตัดแล้วออกมาแล้วลบ 2 อันนั้นทิ้งซะจบ) ซึ่งใครใช้ iPhone จะรู้ว่าทำ Ringtone บน iPhone Step ปกติมันเยอะแค่ไหนแต่นี้ทำให้เหลือขั้นตอนน้อยแล้วนะ (แต่ก็ยังไม่สะดวกอยู่ดี)

คะแนนจากผม 7/10 ลิงค์แอพพลิเคชั่น

7. 70,000+ Wallpapers HD Free

จริงๆผมใช้ Pro นะเพราะมันมี Wallpaper สำหรับ iPhone 4 โดยเฉพาะ แต่อันที่มันให้มาสำหรับ Free มันก็ชัดเหมือนกันนะ (แต่ถ้าดูมองแบบจุดเล็กก็เห็น) สำหรับคนที่ขี้เกียจหา Wallpaper มาใส่สำหรับ iOS4 ของคุณเองทั้งหน้า Home และ Lock Screen ก็เป็นทางเลือกหนึ่งครับ

คะแนนจากผม 8/10 ลิงค์แอพพลิเคชั่น

8. SF Showtimes in Hand & Major Movie

ใครจะดูรอบหนังหรือจองตั๋วหนัง คือควรมีไว้ทั้งสองตัวครับจะได้ดูรอบหนังได้ทุกค่าย แต่ถ้าให้วิจารณ์ก็บอกเลยว่า SF Showtimes ขาดตรงไม่มีส่วน Promotion เหมือน Major Movie แต่ Major Movie ระบบ Search สู้การกดเข้าถึงหนัง / สถานที่ของ SF Showtimes ไม่ได้เลยเช่นกันของ SF Showtime วิธีการใช้งาน Friendly กว่าเยอะ

คะแนนจากผม SF 9/10 ลิงค์แอพพลิเคชั่น , Major 7/10 ลิงค์แอพพลิเคชั่น

9. Settrade Streaming

ใครเล่นหุ้นไม่ควรพลาดด้วยประการใดทั้งป่วง เพราะมันเป็นแอพที่ดีที่สุดในการเล่นหุ้นไทย / ดูหุ้นไทย / ซื้อ-ขายหุ้นไทย บน iPhone (เพราะมีอันเดียว hardware software iphone app  icon razz ) และใช้ได้กับทุก Broker ด้วยโดยผมใช้ Kim-eng ก็แค่ต้องไป set รหัส pin 6 ตัวในระบบก่อนแค่นั้นก็ใช้ได้แล้ว

คะแนนจากผม 10/10 ลิงค์แอพพลิเคชั่น

10. dtac

ใครใช้ระบบเครือข่าย dtac แล้วเราอยากจะเช็คยอดค่าโทร และยอดการใช้บริการเสริม SMS , MMS , Internet ใช้ได้ทั้งระบบรายเดือนและเติมเงิน ข้อเสียคือไม่สามารถใช้ผ่าน Wi-fi ได้ต้อง EDGE/GPRS เท่านั้น (สาเหตุเพราะป้องกันการดักข้อมูลจาก Wi-fi ซึ่งปลอดภัยกว่า เช่นเดียวกันกับ Kasikorn Mobile ก็ใช้ได้แต่ EDGE/GPRS)

คะแนนจากผม 8/10 ลิงค์แอพพลิเคชั่น

ติดตามตอนต่อไปกันกันด้วยนะครับ แล้วทุกท่านมี App อะไรที่ใช้เป็นประจำมาแบ่งปันกันบ้างนะครับ

ซื้ออะไรดีระหว่าง Android , iPhone หรือ Blackberry

เนื่องจาก ณ วันนี้ผมได้ลองมือถือทั้ง 3 รุ่นมาหมดแล้วโดยถ้าใครติดตามผมจะรู้ว่าผมเคยใช้ Wellcom A88 , Blackberry Curve 8520 และที่ถืออยู่วันนี้ iPhone 4 ถึงแม้ผมจะเปรียบมวยคนละรุ่นกัน แต่เอาเป็นว่าผมยกแต่จุดเด่นจุดด้อยมาชนกันของแต่ระบบปฎิบัติการณ์ก็แล้วกันครับ

Android

จุดเด่นหลักๆของ Android ก็คือ

  • “Widgets” ที่ทำให้หน้าจอหลักของเราว่างอะไรไว้ก็ได้ ทำอะไรก็ได้ซึ่งสะดวกสบายมาก
  • “Notification” ทำหน้าที่ได้อย่างรวดเร็วมากและ app ต่างๆก็ใช้ notification ได้อย่างถูกใจทีเดียว
  • “Google Services” ที่ทรงพลัง ใครที่ใช้บริการของ Google อยู่แล้วจะได้รับอำนวยความสะดวกมากมายพร้อมกับ Feature ของ Google ที่หายากในระบบปฎิบัตรการณ์อื่นๆ เช่น Voice Actions , Gesture Search
  • Application และนักพัฒนาจำนวนมาก ที่กำลังทยอยเข้ามา รวมถึง Application ฟรีๆและดีมีมากมาย

โดยส่วนตัวผมแล้ว Android เป็นระบบที่ครบเครื่องมากที่สุด และคุ้มค่าที่สุดเพียงแต่คุณลองมาดูจุดด้อยของมันบ้างซึ่งถือว่าไม่แย่แต่ก็ไม่ควรละเลย

จุดด้อยของ Android เนื่องจากจุดอ่อนของ Android ไม่ใช่เป็นจุดอ่อนที่มากมาย แต่ก็พอทำให้ผมเปลี่ยนใจ ไปใช้ระบบปฎิบัติการอื่นได้ ดังต่อไปนี้

  • “OS Version” กว่าจะอัพเดตได้อย่าง Official ช้ามาก ถ้าเป็น CustomROM เวลา version ใหม่มาก็ต้อง Flash ใหม่อีก
  • Market แปลกมาก ที่แม้จะเป็น Free App แต่บางทีก็ไม่สามารถโหลดจาก Market กลางได้ จากเครื่อง Android รุ่นที่ผมใช้ (A88) แต่โหลดได้จากของเพื่อน (Samsung Spica) ถ้าอยากเสียเงินซื้อ App ต้อง Root อีกตะหาก (Market ที่ไทยยังไม่ official)
  • ที่สำคัญคือ User Experience มันไม่ใช่สำหรับผมคือ “Android App” เช่น ส่วนใหญ่จะไม่มีการ Back กลับหน้าที่แล้วมาแต่จะใช้การกดปุ่ม Back ที่เป็นปุ่ม Physical แทน ทำให้เฮ้ย “มี TouchScreen แต่ทำไมต้องกดปุ่มธรรมดาฟะ” ซึ่งข้อดีก็มีแต่สำหรับผมมันคือข้อเสีย และบางครั้งจะ Lag ในการใช้งาน ซึ่งต่อให้ใช้ตัวใหม่ๆแพงๆก็ยังมี Lag ให้เห็นอยู่ดี
  • การ Config ที่ยุ่งยาก เนื่องจากระบบปฎิบัติการณ์ที่ยืดหยุ่น ทำให้เราสามารถปรับแต่งได้หลายอย่าง ก็เลยมาพร้อมหน้าที่ ที่จะต้องปรับแต่งให้เป็นไปตามต้องการซึ่งผมเสียเวลาปรับแต่ง Android นานเพราะมันมีให้ปรับทุกส่วนเลยจริงๆ (ซึ่งจะว่าดีก็ดีนะแต่ต้องศึกษานานพอตัว)

โดยสรุปแล้วผมใช้ Android เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุดในบรรดา 3 OS นี้เนื่องด้วยส่วนใหญ่ราคาไม่แพงเท่า iPhone แล้วความสามารถดีเทียบเท่ากันเลยทีเดียว

iPhone

เนื่องจากมันเป็นมือถือใหม่ ผมใช้เวลาศึกษา 3 วันเต็มๆว่ามันทำอะไรได้บ้าง แล้วการใช้งานมีตรงไหนขัดใจบ้าง เอาละครับ มาดูกัน (ไม่รวมถึง iPhone Jailbreak นะ)

จุดเด่นของ iPhone มัน คือมันเป็นระบบปฎิบัติการณ์ที่ User Experience ส่วนใหญ่ดีที่สุดใน 3 ระบบปฎิบัติการณ์ยกเว้นเรื่องขาด Widgets ที่ไม่มีเหมือน Android และ Notification ที่ห่วยกว่า BB และ Android เผลอด่าไปมาต่อเรื่องเทพครับ

  • การออกแบบตัว Hardware และ Software มีความสอดคล้องกันสูงมาก ในรุ่นที่ผมใช้อยู่ iPhone4 ลื่นกว่า Android ทุกตัวที่ผมเคยลองมา (HTC Desire , Samsumg Galaxy S , Motorola Droid ฯลฯ) ในทุก Application
  • Application ต่างๆถูกออกแบบมาได้ดีกว่าของ Android ยกเว้น Google Service ดังนั้นเมื่อ Application ออกแบบมาถูกลักษณะก็เลยทำให้ User Experience ของคนใช้ดีและเข้าใจวิธีใช้ได้ง่าย
  • ใน iPhone4 นั้นการถ่ายรูปนั้น / focus ได้อย่างรวดเร็วแถมถ่ายได้ต่อเนื่อง smooth มาก
  • Game บน iPhone นั้นดีสุดๆ ลื่นไหลและราคาไม่แพง เช่น Street Fighter 4 , Need for Speed
  • มี Application เกี่ยวกับดนตรีที่ดีกว่าทุกเจ้า เช่น Guitar , Drum ซึ่งตอบสนองรวดเร็วและไหล่ลื่นไม่มีสดุดกันเลยทีเดียว ตัวอย่าง เล่น Guitar เพลง Metallica บน iPhone

สรุปเลยว่าข้อดีมันคือ Application ต่างๆและ User Experience ที่ทำออกมาได้อย่างลงตัว ขาดแค่ 2 เรื่องเท่านั้นจริงๆคือ Notification ที่แย่กว่าเจ้าอื่น กับไม่มี Widgets ไม่งั้นผมคงใช้ได้ Happy กว่านี้

จุดด้อยของ iPhone (ที่ไม่ Jailbreak) จริงจุดอ่อนของ iPhone จะเห็นได้ชัดเจนกว่าของ Android ครับโดยมีเรื่องต่างๆดังนี้

  • อยากได้ User Experience ที่ดีส่วนใหญ่ “ต้องจ่าย” เพิ่มไม่ค่อยมีตัว Free และดียกเว้น Game ครับ
  • AppStore ระบบ Refund นั้นยากกว่าของ Android
  • หลายจุดที่ Android ทำได้ดีกว่า เช่น ถ้าผมต้องการปิด Location ใน android สามารถปิดในหน้า widget ที่ผมทำไว้ได้เลย ไม่ต้องเข้า setting > general > location > on ซึ่ง Widget คือตัวแปรสำคัญที่ทำให้เรื่องเหล่านี้ง่ายใน Android แต่ยากสำหรับ iPhone
  • ไม่สามารถปิด Notification ของ Messages กับ Email ได้ ซึ่งน่าแปลกเพราะปกติเจ้าอื่นเขาปิดได้หมด ของ iPhone ก็ปิดได้หมดยกเว้น 2 ตัวนี้เอง
  • ความไม่สอดคล้องของ Application กับ Notification เช่นมี Push มาบอกว่ามี 2 Tweet ที่ Mention คุณพอกด View ปุ๊บแทนที่จะเจอ Tweet ที่ Mention นั้นดันต้องรอสักพักหรือกด Refresh ใหม่เองถึงจะมา (ซึ่งไม่ชอบอย่างแรง)

ผมเลยสรุปว่า iPhone เป็นมือถือที่ดีทั้ง Software , Hardware รวมไปถึง Application Flow ต่างๆที่สอดคล้องกันกับระบบปฎิบัติการณ์เลยนำมาซึ่ง User Experience ที่ดีต่อ User แต่ถามเรื่องความคุ้มค่าผมมองว่า Android คุ้มกว่านะ

Blackberry

เนื่องจากผมไม่เคยใช้ Blackberry ที่เป็น TouchScreen ดังนั้นบทวิจารณ์นี้จะไม่รวม Blackberry ที่เป็น TouchScreen นะครับ ผมใช้ Blackberry มา 3-4 เดือนได้ความแบบนี้

จุดเด่นของ Blackberry จริงๆคือ สิ่งเหล่านี้ครับ

  • Hard Keyboard ที่ทำให้เรากดพิมพ์ได้อย่างง่ายและรวดเร็ว แถมยังเอาไปเล่นสงกรานต์ได้อย่างสบายใจ (เอาใส่ถุงไว้ มันก็ยังจิ้มๆเพื่อพิมพ์ได้ แต่ iphone และ wellcom ต้องเอานิ้วจิ้มดังนั้นพอผ่านถุงก็เลยทำอะไรไม่ได้ซะงั้น) และต่อให้ Android มี keyboard แต่การออกแบบนั้นสู้ Blackberry ไม่ได้
  • ระบบ Messages คือ BB จะมีส่วนหนึ่งซึ่งเป็นการเก็บ Notification ทั้งหมดเข้ามาอยู่ในโปรแกรมนี้ ทำให้เราไม่ต้องไปเปิด Application ให้ยุ่งยากก็ดูมันผ่าน App นี้ไปเลย ทำให้เราจัดการ Message ทั้งหมดที่เข้ามาผ่านทาง Email , SMS , MMS , twitter , flickr , foursquare ฯลฯได้ง่าย
  • การไม่ใช่ TouchScreen มีข้อดีคือ การที่มือไปโดนแล้วเปิดโปรแกรมจะเจอน้อยมากใน BB แต่ถ้าในมือถือ TouchScreen ทั้งหลายเราคงต้องเจอกันมาบ้างและ
  • Blackberry Messenger มันสามารถทำทุกอย่างได้เหมือน Windows Live Messenger แต่มาอยู่บนมือถือ (ไม่สามารถ Video Confererence คุยกันหรือคุยด้วยเสียงแบบ MSN ได้นะ) จุดเด่นที่สุดคือระบบ Group และ Push ซึ่งไม่มี Messenger ตัวไหนสู้ได้ (Palringo ไปตายที่ Push ซึ่งห่วยแตก)
  • Learning Curve ต่ำ (ใช้เวลาเรียนรู้ได้เร็ว) เพราะลูกเล่นน้อยกว่าอีก 2 ระบบปฎิบัติการณ์เยอะ ทำให้เราสามารถที่จะรู้ทุก Feature และทุก App ได้เร็วกว่า 2 ระบบด้านบนมาก
  • ข้อดีสำหรับผู้ชาย คือ “สาวๆเล่น Blackberry เยอะมากกกกก”

จุดด้อยของ Blackberry มีดังนี้ครับ

  • ไม่คุ้มค่าเลย ราคาของมือถือเมื่อเทียบ function การใช้งานกับตัวอื่นถือว่าสอบตก
  • Application ต่างๆบน Blackberry นั้นสู้ Android , iPhone ไม่ได้เลย
  • Package ที่ออกมาให้ใช้งานนั้น มันไม่คุ้มค่าเลย 350 บาทเล่นได้แค่ BBM , WLM , Google Talk , ICQ , Facebook , Twitter , MySpace , Flickr และ Email (เอาไปซื้อ EDGE/GPRS ดีกว่าไหม เล่นได้หมดเลยด้วยรวมถึงดูเว็บได้ด้วย ยกเว้นแต่จะใช้ BBM)
  • ค้างบ่อยใน BB Curve 8520 ของผมค้างบ่อยมากทำให้หงุดหงิดเวลาใช้ (ต่อให้ Bold 9700 ก็ยังมีค้างแต่ไม่บ่อยเท่า) ปล. ค้างในที่นี้คือมันประมวลผลนานนะครับ ไม่ใช่ว่าค้างไปเลย

โดยสรุปครับว่าต่อให้ BB OS6 ที่กำลังออกมาในอนาคต ผมเล่นตัว Beta แล้วก็ไม่ได้ดีไปจากเดิมเท่าไร เพียงแต่เข้าถึง Application ได้รวดเร็วกว่าเดิมและจัดสรรค์ได้มากขึ้นเท่านั้นเอง โดยผมว่า Blackberry เป็นมือถือที่ใช้งานง่ายและตอบโจทย์คนที่ใช้ Social และ Email อยู่เป็นประจำครับ

สรุปว่าระบบปฎิบัติการณ์แต่ละอันเหมาะกับคนกลุ่มไหน

  • Android ผู้ใช้งานทั่วไปแต่ถ้าให้ดีต้องศึกษาการปรับแต่งให้มากๆแล้ว Android จะคุ้มค่าที่สุด
  • iPhone ผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการความสอดคล้องทั้ง Hardware , Software และตื่นตาตื่นใจไปกับ Application บน AppStore
  • Blackberry ผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการใช้ BBM และ Hard keyboard (ถ้าไม่ต้องการแนะนำว่าเลือก Android หรือ iPhone ดีกว่า)

เอาละครับ Review จบแล้วทั้ง 3 Platform แล้วทุกท่านมีประสบการณ์การใช้งานกับระบบเหล่านี้บางหรือเปล่าถ้ามีก็มาแชร์ให้ฟังกันบ้างนะครับ

« Previous PageNext Page »