Archive for the 'เพิ่มศักยภาพ' Category

การจัดกลุ่มและแบ่งประเภทข้อมูล

วันนี้มาหัวข้อประหลาดอีกแล้ว แต่เชื่อเถอะครับว่าเรื่องนี้ทุกคนควรจะต้องฝึกไว้ ทุกๆวันนี้สำหรับคนท่อง Internet อย่างพวกเรานั้น มีข้อมูลมากมายที่อยากจะเก็บไว้ แต่เชื่อไหมว่าถ้าคุณไม่ทำการจัดกลุ่ม (Grouping) หรือแบ่งประเภทข้อมูลหรือติดป้าย (Labeling) แล้วยากที่คุณจะกลับมาหาข้อมูลเหล่านั้นอีกครั้ง โดยสายอาชีพที่ผมนึกออกมีอยู่สองอาชีพที่เก่งในเรื่องนี้มากๆนั้นคือ “บรรณารักษ์” และ “Information Architect” โดยหน้าที่หลักๆเขาคือสองเรื่องนี้และ (แม้ว่ายังมีอื่นๆที่ไม่กล่าวถึงอีกมากมาย)

 

โดยผมจะไม่พูดเรื่องหลักการแล้วกันครับ วันนี้ผมจะมาทำให้วิธีแบ่งข้อมูลของคุณให้ดีขึ้นไปอีก โดยคุณสามารถนำไปใช้ใน Gmail , Evernote , Blog ฯลฯ ที่คุณสามารถแบ่งหมวดหมู่/กลุ่ม , ใส่แท็กได้ โดยหลักการง่ายๆ 4 ขั้นตอนครับ

  1. คิด
    1. คิดในแง่บริบท เช่น นั่ง , นอน , ยืน , เดิน , โทรศัพท์ , หน้าคอมพิวเตอร์
    2. คิดในแง่หมวดหมู่ใหญ่ และหมวดหมู่ย่อย
      1. การแยกหมวดหมู่นั้นควรแบ่งให้พอดีกับข้อมูล เช่น ถ้ามีเรื่อง coding กะ system-design  แต่อย่างละไม่เยอะมากให้ตั้งหมวดเป็น code-and-system-design ไปเลย
      2. แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ควรตั้งหมวดหมู่ที่ไม่สอดคล้องกัน ยกเว้นว่าข้อมูลจะน้อยจริงๆ
    3. คิดในแง่ผู้ถูกกระทำหรือสถานที่เป็นที่ตั้ง เช่น นาย A,นาย B,สุนัขเรา , บ้านเพื่อน
    4. คิดในแง่เหตุการณ์หรือเป็นแบบทริป
  2. สร้าง เมื่อเราคิดเสร็จก็ต้องสร้างหมวดเหล่านั้นขึ้นมา
  3. จัด เมื่อได้แล้วก็ต้องจัดข้อมูลเหล่านั้นลงไป
  4. ปรับปรุง คนเราเปลี่ยนแปลงได้ตลอดดังนั้นสิ่งที่ชอบก็เปลี่ยนได้ดังนั้นเราต้องปรับและเรียนรู้กับมันไปโดยกลับไปตั้งแต่ข้อ 1 ใหม่

 

จะสังเกตุว่าสิ่งที่อยากที่สุดคือการคิด แต่ผมก็ดันมีเทคนิคมาเสนออีกคือ เวลาคิดอย่าเก็บไว้ในหัว เขียนมันออกมาใส่กระดาษ โดยในการ Grouping และ Labeling นั้นผมว่าใช้ Mindmap เป็นตัวอธิบายนั้นทำให้เข้าใจง่าย โดยตัวตั้งต้นก็ง่ายๆ เช่น Blog , Hobbies , Notes เป็นต้นครับ ซึ่งแต่ละแง่ของวิธีคิดจะแตกต่างกันไปกับตัวโปรแกรมที่เราใช้ครับ ส่วนประโยชน์ที่ผมได้รับจากการจัดกลุ่มมีดังนี้ครับ

  • ค้นหาได้สะดวก (เพราะเราทำเพราะเรื่องนี้หนิหน่า)
  • เป็นการฝึกการจำแนก (เพราะมีข้อมูลบางส่วนที่จำแนกได้ยากโดยเฉพาะทำให้เหมาะกับหมวดหมู่/ประเภทข้อมูลที่เราสร้างขึ้น)
  • สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว (คล้ายๆข้อแรกแต่ไม่เหมือนกันนะ)

แต่ทั้งหมดทั้งปวงนี้ เราจะยังไม่สามารถใช้มันได้อย่างมีประโยชน์ ถ้าไม่วางมันไว้ในที่ๆถูกที่ควร มันเหมือนการวางหิ้งหนังสือนั้นและ ต่อให้เราจัดหมวดหมู่ดี / จำแนกประเภทได้ดีแค่ไหน แต่ถ้ามันหยิบยากหรืออยู่ไกลตัวนั้น มันก็ยังเสียเวลาอยู่ดีดังนั้นอยากให้มองภาพรวมคือ “ต้องใช้งานจริงได้อย่างรวดเร็วด้วย”

เรื่องนี้คือที่มาว่าเรื่องบางเรื่องมันก็ควรใช้ Desktop App แทน Web App นะ ยกตัวอย่างคือ Evernote ถ้า Evernote ต้องใช้ผ่านเว็บอย่างเดียว การ “จัด” ข้อมูลก็คงเป็นเรื่องยากเวลาเราอยู่นอกบ้าน การ “สร้าง” Bookmark เว็บไซต์ลงไปผ่าน Evernote Desktop App มันก็คงยากเกินไปถ้าเจอ Evernote Browser Extension / Javascript Bookmark ดังนั้นนอกจากจัดได้ดีแล้วยังต้องใช้ได้สะดวกด้วย

 

ตบท้ายด้วยผมใช้อะไรบางที่จำเป็นต้องจัดกลุ่มและแบ่งประเภทข้อมูล Gmail (Email) , Google Reader (Feed) , Twitter Lists , Evernote (Notes) ,  Folder ต่างๆบน OS , iPhoto , Facebook Album ฯลฯ เยอะแยะไปหมด ดูๆไปมันก็เป็นเรื่องทั่วไปที่เราต้องทำอยู่แล้วหนิหน่่า ท่านผู้ชมมีเทคนิคกับเรื่องเหล่านี้ก็มา Share กันบ้างนะครับ วันนี้ผมลาไปก่อนครับ =)

ทำความฝันให้เป็นจริง

บทความที่ผมเขียนนี้ได้แรง บันดาลใจจากเรื่องราวในชีวิต และบล็อคที่ผมได้อ่าน รวมถึงการลองใช้จริง คุณเคยคิดจะทำฝันของตัวเองไหม ? ฝันของคุณคืออะไร ? แล้วคุณเริ่มต้นมันรึยัง ทุกคนมีความฝันหลายอย่าง แต่สิ่งที่ผมจะพูดนี้ อยากให้ทุกคนคิดความฝันที่เราอยากจะทำ โดยไม่มีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่จำเป็นต้องเป็นฝันในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่เป็นฝันที่อยากจะทำในเดือนหน้าก็พอ ผมจะเล่าเรื่องของผมให้ฟังครับ

ผมเคยเป็นคนที่ชอบคิด แต่ไม่ชอบทำ ถึงไอเดียทุกคนจะบอกว่าดีแค่ไหน แต่มันก็เป็นได้แค่เพียงความคิด เพราะปราศจากการลงมือทำ ซึ่งภายหลังขนาดผมพยายามทำตาม GTD หรือสิ่งที่จะเพิ่มศักยภาพของผม ผลที่ได้คือผมมีเวลามากขึ้น จัดการเวลาได้ดีขึ้น แต่ฝันของผมก็ยังไม่เดินหน้าไปอยู่ดี เพราะการที่เราทำตาม GTD นั้นบางครั้งมันก็ปราศจากความรู้สึก รู้แต่เพียงว่า วางแผน แล้วทำตามแผนที่วาง ถึงแม้เราจะเขียนทำฝันของเราลงไปใน GTD ได้แต่สิ่งที่คุณขาดไปคืออารมณ์ที่อยากทำ และความปราถนาที่ต้องการให้มันเสร็จ

แล้วผลสุดท้ายก็คือความฝันที่คุณอยากจะทำมันจะถูกจำกัดด้วย ความคิดของคุณเอง เช่น คุณเขียนว่าเว็บตามฝัน 1 ชม. แล้วก็วางตารางเวลาให้เราทำเรื่องอื่นด้วย ผลที่ได้คือเวลาเราทำงาน แล้วมีสมาิธิกับมัน แต่เราจะถูกจิตใต้สำนึกที่เราเป็นคนเขียนเองนั้นและ กลับมาเตือนเราแล้วทำให้งานตามความฝันของเราก็จะหยุดเพียง 1 ชม. ที่ตั้งไว้ ผมต้องการจะบอกอะไร? ผมต้องการจะบอกทุกๆคนว่า การทำตามความฝันไม่ควรมีจำนวนเวลาที่ตายตัว แล้วเราควรปล่อยความรู้สึกของเราหรือความคิดจากคนรอบข้าง เช่น ทำแล้วได้ตังไหม? แกจะทำยังงั้นจริงๆหรอ? ให้ลืมคำพวกนี้ให้หมดซะ ความฝันของคุณอย่าให้ใครมา ลบความฝันของคุณ

แล้วตอนนี้ผมจัดการตัวเองและความฝันของผมยังไง เอาละผมจะบอกตรงๆเป็นข้อๆเลยละกันครับ

  • ผมใช้ Google Calendar สำหรับจำวันเกิดเพื่อน และนัดสำคัญ
  • ส่วนในแต่ละวัน ผมใช้ To-Do List ในการบอกว่าวันนี้เราต้องทำอะไรบ้าง
  • โดยผมจะเขียนใน iGoogle ซึ่งผมต้องเปิดทุกวันอยู่แล้ว แทนการจดใส่กระดาษ หรืออื่นๆ
  • เก็บความคิดทุกอย่างของคุณไว้ในที่สักที่เช่น เขียน จด พิมพ์ แล้วแตกย่อยความคิดนั้น
  • เสร็จแล้วก็นำความคิดที่แตกย่อย มาใส่ใน To-Do List ในแต่ละวัน ตามใจชอบ
  • ไม่ต้องเขียนเวลากำกับในแต่ละสิ่งที่ต้องทำ (แต่คุณควรรู้ว่าอันไหนควรจำกัดเวลาและสิ่งไหนไม่ควร)
  • ควรจะคิดแบบวันต่อวัน แทนที่จะวางแผนล่วงหน้าเป็น 3 วันหรืออาทิตย์

หลักๆคือแค่นี้ละครับ เสร็จแล้วเราก็มาเสริมประสิทธิภาพของตัวเองในเรื่องที่เราจะทำแทน จะทำให้เราเสียเวลาทำงานน้อยลงเอง และตามหาฝันของคุณได้มากขึ้น โดยผมมีเทคนิคแนะนำครับ

  • มีสมาธิกับสิ่งที่คุณทำ ในเวลาที่คุณสามารถทำงานได้ด้วยตัวคนเดียว คุณควรใส่หูฟัง แล้วเปิดเพลงที่คุณชอบหรือเปิดเพลงที่ช่วยทำให้สมาธิคุณดีขึ้น เช่น HoloSync
  • ศึกษาหาความรู้ในสิ่งที่คุณจะต้องทำ
  • ลองทำเลย อย่าแค่อ่านหรือรู้
  • จำกัดสิ่งที่คุณจะต้องรู้ไว้บ้าง ไม่งั้นอาจเป็นเหมือนผมอยากรู้ไปซะทุกอย่าง สุดท้ายก็ ไม่ได้มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน มีแต่ความรู้ในหัวสมอง
  • อ่านให้น้อยลง ทำให้มากขึ้น (เพราะเมื่อเจอปัญหาคุณก็จะไปหาอ่านเองอยู่ดี)
  • เมื่อคิดจะอ่านจงอ่านให้เข้าใจ ไม่ใช่แค่ประดับความรู้
  • อยู่กับปัจจุบันครับ (ไม่ใช่ให้อยู่กะที่แต่ให้คิดให้ทำในปัจจุบันก่อน)

สุดท้ายนี้ทุกคนมีแบบของตัวเอง ของผมก็ใช่ว่าจะดีสำหรับทุกคน แต่ผมบอกได้เลยว่าพวกเราชาวพุทธมีของดีอยู่กับตัวแล้วนั้นคือพุทธศาสนา เพียงแต่คุณไม่นำมาใช้และมองข้ามมันไป มีข้อคิดมากมายที่มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้ กว่าผมจะรู้จะเริ่มยอมเปิดใจก็เมื่อปีที่แล้ว อยากให้ทุกคนลองอ่านหนังสือใหม่ๆที่เขียนเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ผมบอกได้เลยว่าไม่น่าเบื่ออย่างที่คิด แล้วดีต่อชีวิตเราครับ ลาไปก่อนแล้วครับ

« Previous PageNext Page »