Archive for the 'เพิ่มศักยภาพ' Category

ทำความฝันให้เป็นจริง

บทความที่ผมเขียนนี้ได้แรง บันดาลใจจากเรื่องราวในชีวิต และบล็อคที่ผมได้อ่าน รวมถึงการลองใช้จริง คุณเคยคิดจะทำฝันของตัวเองไหม ? ฝันของคุณคืออะไร ? แล้วคุณเริ่มต้นมันรึยัง ทุกคนมีความฝันหลายอย่าง แต่สิ่งที่ผมจะพูดนี้ อยากให้ทุกคนคิดความฝันที่เราอยากจะทำ โดยไม่มีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่จำเป็นต้องเป็นฝันในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่เป็นฝันที่อยากจะทำในเดือนหน้าก็พอ ผมจะเล่าเรื่องของผมให้ฟังครับ

ผมเคยเป็นคนที่ชอบคิด แต่ไม่ชอบทำ ถึงไอเดียทุกคนจะบอกว่าดีแค่ไหน แต่มันก็เป็นได้แค่เพียงความคิด เพราะปราศจากการลงมือทำ ซึ่งภายหลังขนาดผมพยายามทำตาม GTD หรือสิ่งที่จะเพิ่มศักยภาพของผม ผลที่ได้คือผมมีเวลามากขึ้น จัดการเวลาได้ดีขึ้น แต่ฝันของผมก็ยังไม่เดินหน้าไปอยู่ดี เพราะการที่เราทำตาม GTD นั้นบางครั้งมันก็ปราศจากความรู้สึก รู้แต่เพียงว่า วางแผน แล้วทำตามแผนที่วาง ถึงแม้เราจะเขียนทำฝันของเราลงไปใน GTD ได้แต่สิ่งที่คุณขาดไปคืออารมณ์ที่อยากทำ และความปราถนาที่ต้องการให้มันเสร็จ

แล้วผลสุดท้ายก็คือความฝันที่คุณอยากจะทำมันจะถูกจำกัดด้วย ความคิดของคุณเอง เช่น คุณเขียนว่าเว็บตามฝัน 1 ชม. แล้วก็วางตารางเวลาให้เราทำเรื่องอื่นด้วย ผลที่ได้คือเวลาเราทำงาน แล้วมีสมาิธิกับมัน แต่เราจะถูกจิตใต้สำนึกที่เราเป็นคนเขียนเองนั้นและ กลับมาเตือนเราแล้วทำให้งานตามความฝันของเราก็จะหยุดเพียง 1 ชม. ที่ตั้งไว้ ผมต้องการจะบอกอะไร? ผมต้องการจะบอกทุกๆคนว่า การทำตามความฝันไม่ควรมีจำนวนเวลาที่ตายตัว แล้วเราควรปล่อยความรู้สึกของเราหรือความคิดจากคนรอบข้าง เช่น ทำแล้วได้ตังไหม? แกจะทำยังงั้นจริงๆหรอ? ให้ลืมคำพวกนี้ให้หมดซะ ความฝันของคุณอย่าให้ใครมา ลบความฝันของคุณ

แล้วตอนนี้ผมจัดการตัวเองและความฝันของผมยังไง เอาละผมจะบอกตรงๆเป็นข้อๆเลยละกันครับ

  • ผมใช้ Google Calendar สำหรับจำวันเกิดเพื่อน และนัดสำคัญ
  • ส่วนในแต่ละวัน ผมใช้ To-Do List ในการบอกว่าวันนี้เราต้องทำอะไรบ้าง
  • โดยผมจะเขียนใน iGoogle ซึ่งผมต้องเปิดทุกวันอยู่แล้ว แทนการจดใส่กระดาษ หรืออื่นๆ
  • เก็บความคิดทุกอย่างของคุณไว้ในที่สักที่เช่น เขียน จด พิมพ์ แล้วแตกย่อยความคิดนั้น
  • เสร็จแล้วก็นำความคิดที่แตกย่อย มาใส่ใน To-Do List ในแต่ละวัน ตามใจชอบ
  • ไม่ต้องเขียนเวลากำกับในแต่ละสิ่งที่ต้องทำ (แต่คุณควรรู้ว่าอันไหนควรจำกัดเวลาและสิ่งไหนไม่ควร)
  • ควรจะคิดแบบวันต่อวัน แทนที่จะวางแผนล่วงหน้าเป็น 3 วันหรืออาทิตย์

หลักๆคือแค่นี้ละครับ เสร็จแล้วเราก็มาเสริมประสิทธิภาพของตัวเองในเรื่องที่เราจะทำแทน จะทำให้เราเสียเวลาทำงานน้อยลงเอง และตามหาฝันของคุณได้มากขึ้น โดยผมมีเทคนิคแนะนำครับ

  • มีสมาธิกับสิ่งที่คุณทำ ในเวลาที่คุณสามารถทำงานได้ด้วยตัวคนเดียว คุณควรใส่หูฟัง แล้วเปิดเพลงที่คุณชอบหรือเปิดเพลงที่ช่วยทำให้สมาธิคุณดีขึ้น เช่น HoloSync
  • ศึกษาหาความรู้ในสิ่งที่คุณจะต้องทำ
  • ลองทำเลย อย่าแค่อ่านหรือรู้
  • จำกัดสิ่งที่คุณจะต้องรู้ไว้บ้าง ไม่งั้นอาจเป็นเหมือนผมอยากรู้ไปซะทุกอย่าง สุดท้ายก็ ไม่ได้มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน มีแต่ความรู้ในหัวสมอง
  • อ่านให้น้อยลง ทำให้มากขึ้น (เพราะเมื่อเจอปัญหาคุณก็จะไปหาอ่านเองอยู่ดี)
  • เมื่อคิดจะอ่านจงอ่านให้เข้าใจ ไม่ใช่แค่ประดับความรู้
  • อยู่กับปัจจุบันครับ (ไม่ใช่ให้อยู่กะที่แต่ให้คิดให้ทำในปัจจุบันก่อน)

สุดท้ายนี้ทุกคนมีแบบของตัวเอง ของผมก็ใช่ว่าจะดีสำหรับทุกคน แต่ผมบอกได้เลยว่าพวกเราชาวพุทธมีของดีอยู่กับตัวแล้วนั้นคือพุทธศาสนา เพียงแต่คุณไม่นำมาใช้และมองข้ามมันไป มีข้อคิดมากมายที่มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้ กว่าผมจะรู้จะเริ่มยอมเปิดใจก็เมื่อปีที่แล้ว อยากให้ทุกคนลองอ่านหนังสือใหม่ๆที่เขียนเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ผมบอกได้เลยว่าไม่น่าเบื่ออย่างที่คิด แล้วดีต่อชีวิตเราครับ ลาไปก่อนแล้วครับ

จัดการชีวิตง่ายๆด้วยสูตร UI/NUI/UNI/NUNI

หลังจากกลับจาก BarCamp ก็ยังไม่มีเวลาที่จะเขียนเกี่ยวกับ BarCamp อีกเลยกลัวจะลืมซะก่อนเนี้ย แต่เอาเรื่องนี้ก่อนละกัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับ Productivity(ประสิทธิภาพ) ของบุคคลอย่างเราๆโดยอย่างยิ่ง โดยนอกเหนือจากชื่อดังจาก Get Things Done แล้วยังมีสูตรนี้ซึ่งกำเนิดมานานแล้ว แต่เหมือนเอาของเก่ามาเล่าใหม่ โดยผมได้ข้อมูลนี้จาก lifehacker.com เหมือนเดิมครับ เอาละมาอธิบายกันเลย

ต้องขออธิบายสูตรก่อนครับว่าตัวย่อแต่ละอันมันคืออะไร

  • UI ย่อมาจาก Urgent & Important หรือ เร่งด่วนและสำคัญ
  • NUI ย่อมาจาก Not Urgent & Import หรือ ไม่เร่งด่วนแต่สำคัญ
  • UNI ย่อมาจาก Urgent & Not Important หรือ เร่งด่วนแต่ไม่สำคัญ
  • NUNI ย่อมาจาก Not Urgent & Not Important หรือไม่เร่งด่วนและไม่สำคัญ

อ่าพอเรารู้ตัวย่อแล้วทุกท่านก็พอรู้แล้วละสิว่าเราจะแบ่งสิ่งที่เราจะทำเป็นหมวดหมู่ อะใช่แล้วครับถูกต้อง แต่นอกเหนือจากนั้นเขาได้แนะนำมาครับว่า

  • ให้ใช้พลังส่วนใหญ่กับงานที่ “เร่งด่วนและสำคัญ” แล้วก็ส่วนของ “เร่งด่วนแต่ไม่สำคัญ”
  • และพักผ่อนจากงานที่ “ไม่เร่งด่วนและไม่สำคัญ”
  • และอย่าทำเป็นไม่สนใจงานที่ “ไม่เร่งด่วนแต่สำคัญ” เพราะมันดีกับจิตใจของคุณ

เอาละครับสูตรนี้ง่ายๆและผมว่าได้ผลง่ายกว่า Get Things Done เป็นกาีรพัฒนาจาก To-Do List นั้นเองซึ่งใช้ง่ายครับ

คุณยังทำแบบเดิมๆ ทุกวันรึเปล่า?

บ่อยไหมที่ทุกๆวันต้องทำงานในแบบเดิม , กินอะไรเดิมๆ , ยังเสียเวลากับวิธีการทำงานของตัวเองแบบเดิมๆ ถึงเวลาแล้วที่ควรจะไตรตรองแล้ว ว่าเราทำแบบเดิมๆนี้มันเป็นวิธีที่ดีที่สุดรึยัง ? ผมเคยทำอะไรบ้างที่ทำให้เสียเวลาไปมากๆมั่งไหมหรอครับ บอกเลยว่ามากมาย โดยผมส่วนใหญ่ใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานทั่วไปต่่างๆ ไม่ว่าจะเป็น

  • ย่อรูป
  • เขียนโค้ดเดิมๆ
  • อัปโหลดโค้ดขึ้นเซิร์ฟเวอร์
  • อัปโหลดฐานข้อมูลขึ้นเว็บ
  • ฯลฯ

จะมีวิธีทำให้เรื่องเหล่านี้ง่ายขึ้นไหม จากเมื่อก่อนที่ต้องเปิด Photoshop เพื่อย่อรูป ซึ่งเสียเวลาแน่นอนประมาณ 1 นาทียิ่งเครื่องช้าจะรอโหลดก็เพิ่มไปอีก หนทางเลือกนะหรอ Image Resizer ของ Microsoft นั้นเอง ทำให้ประหยัดเวลาได้มาก ถึงแม้ตอบโจทย์ได้ไม่ครบแต่ถ้าย่อรูปเป็นขนาดปกติ เช่น 640×480 แ้ล้วละก็ใช้เวลาเพียง 10 วินาทีก็ย่อรูปได้แล้ว ไม่ว่าจะมากแค่ไหนก็ตาม หรือจะเป็นการเขียนโค้ดแบบเดิมๆ เช่น <html> <p> หรืออื่นๆอีกมากมาย แล้วผมหาวิธีแก้ยังไงนะหรอ ก็ใช้พวก IDE เพื่อที่จะไม่ต้องเสียเวลา เขียนโค้ดเองทั้งหมดทั้ง tag เปิดปิด ที่ไม่มีอยู่ใน Text Editor ส่วนใหญ่ รวมถึงเรื่องอื่นๆ ด้วยหนึ่งในเรื่องนั้นก็คือ การอัปโหลดไฟล์ขึ้นเซิร์ฟเวอร์ ในสมัยก่อนนั้นผม connect เข้า FTP ผ่าน FileZilla เป็นประจำจนช่วงที่ผ่านมาไม่กี่วันผมก็ศึกษาเจ้า Netbeans เพิ่มซึ่งมันสามารถ upload ผ่านตัวมันได้เลย ทำให้ผมไม่ต้องเปิดหลายโปรแกรม แถมสะดวกไม่ต้องสลับไปหลายๆโปรแกรม แถมไม่ต้องลากไฟล์เองอีกตะหาก

นอกจากนั้นยังมีเรื่องที่คุณอาจคิดไม่ถึงในหลายๆเรื่อง ที่ทำให้คุณเสียเวลาเป็นประจำทั้งๆที่มันมีตัวช่วยทำให้งานของคุณง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเพิ่มเติมอย่างสมัยก่อนที่ไม่มีเครื่องซักผ้า เราต้องซักด้วยมือแต่สมัยนี้มีเครื่องซักผ้าทำให้เราไม่ต้องเสียเวลา เสียแรงมาซักเอง เทคโนโลยีทุกวันนี้ มีมากมายให้คุณใช้ แต่คุณใช้มันเป็นรึเปล่า? แน่นอนเราต้องเสียเวลาเรียนรู้มัน/ซื้อมัน แต่มันคุ้มค่ากว่าไหมที่จะทำให้ชีวิต ของคุณสะดวกมากขึ้น และเสียเวลาไปทำอย่างอื่นมากขึ้น ถ้าคุณคิดว่าเวลามีค่าแล้ว เรื่องพวกนี้คงเป็นเรื่องดีไม่น้อยที่ควรศึกษา ทั้งภายในคอมพิวเตอร์และนอกคอมพิวเตอร์ ยกตัวอย่างสิ่งต่างๆที่มีอยู่บนโลกที่ทำให้ชีวิตมนุษย์ง่ายขึ้น

  • เครื่องซักผ้า – ถ้าคุณซักมืออยู่แล้วมีเงินก็ควรลองนะครับ
  • เครื่องดูดฝุ่น – ยังใช้ไม้กวาดอยู่ใช่ไหม ?
  • ไมโครเวฟ
  • ทีวี
  • คอมพิวเตอร์
  • พัดลม
  • แอร์
  • เครื่องพิมพ์
  • เตารีด
  • ตู้เย็น
  • โทรศัพท์
  • ฯลฯ

มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากกกกกกกมายยยยย จริงๆบนโลกนี้ แต่แล้วสิ่งพวกนี้ก็จะช่วยอะไรท่านไม่ได้เลย ถ้าท่านไม่คิดจะใช้มัน หรือ ขี้เกียจใช้นั้นเอง ดังนั้นก่อนซื้อสิ่งใดควรคิดให้ดีว่าท่านซื้อมาจะใช้จริงๆ โดยเรื่องบางอย่างเดียวนี้ก็มีตัวทำอัตโนมัติมากมาย เช่น หุ่นยนตร์ทำความสะอาดพื้น เอาละครับผมยังอยากจะบอกต่ออีกสักนิดว่า เรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่คิดให้ดีเรื่องที่ทำให้เราเสียเวลาและหงุดหงิดมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นเรื่องเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ด้วย ลองคิดว่าถ้าโลกนี้ไม่มี คอมพิวเตอร์กับเครื่องพิมพ์ เราคงเสียเวลาในการทำอะไรหลายๆอย่างไปมากมาย

เพิ่มหรือลดงานดี ?

หลังจากไม่ได้เขียนมาเนิ่นนานตอนนี้ก็สบโอกาสได้เขียนสัที โดยผมก็คิดอะไรเกี่ยวกับการเพิ่มผลผลิตของตัวเรา (productivity) วันนี้เลยจะมาพูดเรื่องเพิ่มหรือลดงานดีั กันครับในทุกๆวันนี้คนเราใช้เวลาไม่เหมือนกันบางคนทำงาน 80% พัก 20% บางก็พักสัก 80% ทำสัก 20% หรืออาจะเปลี่ยนตัวเลขไปตามแต่ละคน วันนี้ผมจึงอยากจะมาเขียนถึงว่าทุกๆวันนี้ เราควรเพิ่มหรือลดงานตัวเองอย่่่างไรดี

ก่อนจะลดหรือเพิ่มงานให้ตัวเองนั้น เราต้องรู้ว่าในแต่ละวันเราได้ทำงานอะไรบ้าง เช่น เขียนโปรแกรม อาบน้ำ ทานข้าว เราต้องพยายามแตกงานที่เราต้องทำอยู่เป็นประจำให้ได้ก่อน เสร็จแล้วเราค่อยมาดูว่าในแต่ละวันเนี้ย เราสามารถเพิ่มงานหรือลดงานของเราได้หรือไม่ส่วนใหญ่ผมว่าลดคงยาก แต่ถ้าทำให้มันเร็วขึ้นอันนี้เป็นไปได้ ดังนั้นมาเริ่มขั้นตอนการเพิ่มหรือลดงานเลยครับผม

  1. เขียนข้อมูลเวลาที่ต้องทำลงไปในตารางเวลา จันทร์ – อาทิตย์ เช่น จันทร์ 9.00-11.00 เรียนเลข
  2. พอจำกัดสิ่งที่ต้องทำลงไปแล้วให้เติมกิจวัตน์ประจำวันลงไป เช่น ทานข้าว , อาบน้ำแปรงฟัน หรืออื่นๆลงไป
  3. พอเราำทำแบบนี้แล้วเราจะได้เวลาที่เหลืออยู่ คราวนี้เราก็มาใส่ข้อมูลเพิ่มไปได้ว่าเราอยากทำอะไร
  4. ในกรณีที่เรามีกิจกรรมที่เราต้องทำอยู่ แต่ไม่ได้ strict ว่าจะต้องทำก็สามารถลดหรือปรับได้ตามต้องการ
  5. ให้มีช่วงเวลาพักทุกๆ 30-60 นาที เป็นเวลา 5-10 นาที เพราะคนเราทำอะไรนานๆไม่ได้จริงๆต้องพักบ้าง
  6. พอทำเสร็จแล้วเราก็จะได้ตารางเวลาใหม่ของเราแล้ว
  7. ลองทำตามตารางเวลาใหม่เป็นเวลา 2 อาทิตย์แล้วก็ปรับปรุงใหม่ให้เขากับตนเองมากที่สุด

ผมเชื่อว่าคนที่อยากจะพัฒนาตัวเองแล้วลองทำตามที่ผมบอกจริงนั้น อย่างน้อยก็ได้พัฒนาในเรื่องการวางแผนเวลาไม่มากก็น้อย แต่จะเตือนไว้ว่า ถ้าบอกการวางแผนเป็นเรื่องยากแล้ว การทำตามแผนที่วางไว้เป็นสิ่งที่ยากกว่า เพราะบางครั้งเวลาที่ว่างของเรา อาจจะไม่ใช่เวลาว่างเสมอไป พ่อแม่พี่อาจจะพาไปเที่ยวหรือให้ไปหาญาติ หรือไปงานเลี้ยง หรือออกไปทานข้าวกับพ่อแม่ซึ่งบางทีเราวางแผนไม่ได้ตรงเปะซะทีเดียว ดังนั้นให้วางแผนเผื่อเรื่องพวกนี้ด้วย จะได้ชิลๆ วันนี้ผมต้องลาไปก่อนสวัสดีครับบ

โปรแกรมมิ่งที่ผมชอบ <ณ ปัจจุบัน>

เอาละครับ ก็ผ่านกันมาแล้วประมาณ 1 ปีกว่าตั้งแต่เริ่ม Blog นี้ แต่ละวัน แต่ละเดือนที่ผมทำ ผมมักจะพูดอะไรมากมายเกี่ยวกับ Programming (อย่างน้อยก็มีบ้างและ) คร่าวนี้ผมจะมาวิจารณ์ภาษาที่ผมชอบแล้วแนวทางในการเลือกของผมกัน โดยผมจะเล่าความเป็นมาก่อนว่าทำไมผมถึงเลือกแต่ละภาษา

โดยเลือกถึงความจำเป็นก่อนในการพัฒนาเว็บสมัยนี้ มักจะต้องประกอบด้วยหลายภาษามากมาย ไหนจะต้องเป็นมิตรกับมาตรฐานเว็บ และไหนจะต้องเพิ่มลูกเล่นให้กับเว็บไซค์ดังนั้น เราจะต้องเรียนรู้อะไรหลายอย่างถึงจะทำเว็บได้อย่างมีมาตรฐาน โดยผมได้เลือกเล่นแบบ HTML มากกว่าเล่น Flash ดังนั้นผมเลยต้องรู้ดังนี้เป็นอย่างน้อย

  • HTML/XHTML
  • Javascript
  • CSS
  • ภาษาโปรแกรมมิ่งสักภาษาหนึ่ง

อันนี้คือสิ่งที่ผมต้องเรียน ดังนั้นจะสังเกตุว่าเรามีสิทธิ์เลือกจริงๆก็คือ ตัวภาษาโปรแกรมมิ่งสักภาษาหนึ่งนั้นเอง นอกเหนือจากนั้นก็คือพวก Framework ต่างๆที่ทำให้งานเราเสร็จเร็วขึ้นนั้นเอง โดยผมมีวิธีเลือกก็คือ “เขียนง่าย รู้สึกดี ใช้แล้วชอบ ผลงานออกมาเร็ว และก็บำรุงรักษาง่าย” ผมไม่แน่ใจว่าผมได้อิทธิพลมาจากการที่ผมเรียน Software Engineer มารึเปล่า เพราะผมเห็นเรื่องการบำรุงรักษาเป็นเรื่องใหญ่เลย แล้วก็รวมถึงการเขียนที่จะต้องส่งผลต่ออารมณ์ผู้เขียนที่ทำให้อยากเขียนไปเรื่อยๆ เพราะผมไม่ใช่ Programmer เต็มตัว แต่เป็น Software Engineer ผมเลยติดว่าทำยังไงให้ ทำผลงานได้สำเร็จอย่างรวดเร็วและได้ผลลัพธ์ที่มีมาตรฐาน และอีกนัยหนึ่งก็คือผมต้องการเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ และทำให้ผมทำงานได้อย่างมีความสุข

เอาละครับมาถึงตรงนี้ขอพูดถึงภาษาและเฟร์มเวิร์คที่ผมชอบ ณ ปัจจุบันนี้กันเลยนะครับเอาละ

  • jQuery เป็น javascript framework ที่ผมต้องพูดถึงทุกครั้ง และไม่ว่ายังไงเจ้าตัวนี้และทำให้ผมสนุกในการเขียน javascript อย่างว่าครับ มันอาจจะไม่ใช่ tools ที่สมบูรณ์นักแต่ว่า มันเป็นตัวที่เขียนง่าย รู้สึกดีัใช้แล้วชอบ ได้ผลงานเร็ว ตามที่ผมชอบ แต่อย่างไรก็ตามในเรื่องของความสมบูรณ์ของการนำ UI Component ยังใช้ยากอยู่นิดหน่อยแต่พอรับได้ และไม่อืด
  • PHP เป็นภาษาสำหรับทำงานที่จริงจัง ที่ต้องการความเร็ว ความถูกต้อง ความเป็นมาตรฐาน โดยผมมีความเคยชินกับมันพอสมควรทำให้ ผมเขียนมันได้ดีกว่า ภาษาที่ชอบอื่นๆ แต่ข้อเสียคือการเขียนมันยังไม่สวยงาม อย่างที่ผมอยากได้
  • Codeigniter เป็น Framework ที่ดีตัวหนึ่งและนิยมในต่างประเทศแต่ในไทยเขายังนิยม CakePHP กันมากกว่า เหตุผลที่ผมชอบเจ้า CI เนี้ยคือความง่าย และต่อเติมได้ง่าย แล้วเตรียมสิ่งจำเป็นพื้นฐานมาให้พร้อมแล้ว Code เขียนง่ายเพราะยังใช้แบบเดิมๆไถไปได้ง่าย เกิดเว็บได้เร็ว แต่เสียดายที่ยังขาด Object Relational Mapping ซึ่งถ้ามีเจ้าตัวนี้ผมว่า CI เป็น Framework ที่ดีที่สุดสำหรับผมเลยก็ว่าได้
  • CSS เป็นสิ่งที่ผมไม่ได้คิดจะอยากเป็นหรอกครับ แต่มันจำเป็นในการทำเว็บซึ่งพอเขียนไปเรื่อยๆ ก็จะรู้ว่ามันไม่ได้ยากมาก แถมรู้สึกสนุกอีกตะหากเมื่อใช้กับ jQuery CSS เนี้ยเอาไว้จัดหน้าตาต่างๆในเว็บและมันเป็นมาตรฐาน ซึ่งเมื่อทำเป็นแล้ว คุณจะรักมันครับ เพราะมันทำให้ Code XHTML/HTML ของคุณสวยงามมาก
  • Ruby เป็นภาษารัก ภาษาใหม่ซึ่งผมชอบที่ความสวยงามของภาษา และการเขียนที่สนับสนุนการทำ DRY (Don’t Repeat Yourself) ข้อดีมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาษาที่ทำให้ code เราอ่านเหมือนภาษาอังกฤษ ทำให้เรื่องการบำรุงรักษาง่ายขึ้นมากแถมยังเพิ่มขีดความสามารถในการทำงาน (productivity) เพราะมันเขียนน้อยได้เยอะเนี้ยและ
  • Ruby on Rails เป็น Framework ทำเว็บสำหรับ Ruby ซึ่งข้อดีมันจะเกิดขึ้นต่อเมื่อเราเป็นแล้วนั้นเอง Rails เป็น Framework ที่เยี่ยมยอดมากครับ ถ้าเราเข้าในใน Concept แล้วก็วิธีการใช้งานแล้ว คุณจะรักมันครับ แต่ข้อเสียก็เยอะอยู่ Learning Curve ช่วงแรกถือว่ายาก พอสมควรเลยครับ แถมการนำขึ้น server (deploy) ก็ยังยากกว่า PHP

โดยจริงๆแล้วผมก็เคยจับ Python มาแปปนึง (แปปจริงๆไม่เกิน 2 อาทิตย์) ซึ่งพอเจอ Ruby ต้องขอบอกทันทีว่าผมถูกจริตกับการเขียนด้วย Ruby มากกว่า แล้วตอนนี้ผมก็แน่ใจว่า I say no to Python and say yes to Ruby อนาคตก็ยังไม่แน่นอนว่าจะเรียนภาษาอะไรเพิ่ม แต่ผมว่าในช่วง 1 ปีผมคงยังไม่เปลี่ยนแน่ๆ แต่ผมก็ต้องขอบอกว่าภาษาที่ทำให้ผมเขียนได้ดีและเก่งขึ้นมากๆ ก็คงหนีไม่พ้นภาษา Java ซึ่งเป็นภาษาครูเลยก็ว่าได้ ถ้าไม่มี Java มาก่อนผมว่าการเขียน code ของผมก็ไม่พัฒนาได้เร็วขนาดนี้

และขอฝากถึงทุกๆคนที่พึงเริ่มหรือกำลังหาสิ่งที่ชอบ ว่าศึกษาไปเรื่อยๆจนกว่าจะสิ่งที่เรียกว่าใช้นะครับ แต่ในการทำงานจริงๆแล้ว เขาจะใช้ภาษาที่เ้หมาะสมกับงาน แต่สำหรับผมแล้ว มันไม่สำคัญเลย เพราะผมอยากทำในสิ่งที่ผมชอบและใจรักมากกว่า และผมจะทำมันให้ดีที่สุด

งานที่ล้ำเลิศเกิดจากความรักในการทำงานนั้น

ปล. อยากให้ทุกๆคนที่อ่านมา share กันนะครับ

Next Page »