Archive for the 'Productivity' Category

30 นาทีเปลี่ยนชีวิต

เวลา 30 นาทีสามารถทำให้คุณเป็นคนใหม่ได้ เก่งขึ้นได้ อารมณ์ดีได้ ทุกข์มากได้ หรืออะไรต่างๆสามารถเปลี่ยแปลงได้ใน 30 นาทีหรือไม่แน่ก็เพียงนาทีเดียวเท่านั้น คราวนี้ทำไมต้องเป็น 30 นาทีเพราะผมคิดว่าการที่เราจะพัฒนาด้านไหนๆของเราให้ดีนั้นต้องใช้เวลาที่จดจ่อประมาณ 30 นาทีถึงจะ ได้ประสิทธิภาพ ยกตัวอย่าง

  • ออกกำลังกาย
  • อ่านหนังสือ
  • เล่นโยคะ
  • เล่นเกม
  • เล่นดนตรี
  • เรียนหนังสือ
  • เขียนโปรแกรม
  • คุยโทรศัพท์
  • ฯลฯ

ใน 30 นาทีถ้าเราใช้สมาธิจดจ่อจะได้ประสิทธิผล แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณทำ ถ้าคุณออกกำลังกาย 30 นาทีแบบจริงจังคุณก็เผาผลาญ แคลรอลี้ได้มากกว่าออกกำลังกายไปดูทีวีไปอย่างแน่แท้ คำถามก็คือใครจะมีสมาธิทำสิ่งๆเดียวใน 30 นาทีบ้าง ? ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่รวมถึงผมด้วย ก็มักจะเผลอทำหลายๆสิ่งไปพร้อมๆกัน แล้วผลที่ได้บ้างครั้งก็ไม่ดีสักอย่าง หรือไม่ทำสักอย่างเพราะสับสนว่าจะทำสิ่งไหนก่อนดี ไอ้นี้ก็อยากทำ ไอ้นู้นก็อยากทำ…

โปรเจค Jersure ก็ไม่เดิน งาน Flash ก็ออกมาห่วย เว็บรุ่นก็ยังไม่เดินอีก จริงๆแล้วอาจจะเป็นเพราะเราสับสนว่าเราจะทำสิ่งไหนก่อนดี สิ่งพวกนี้มักจะเกิดกับสิ่งที่เราสามารถทำได้ แล้วรู้สเต็ปว่าต้องทำยังไง ทำให้เลือกไม่ถูกว่าจะทำอะไรก่อนดี ไม่เหมือนตอนที่เราไม่รู้เรื่องอะไรเลยซึงต้องใช้เวลา สมาธิและศึกษาในสิ่งๆนั้นให้เข้าใจ ดังนั้นผมเลยเกิดไอเดียว่า ทุกๆวันให้เราทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งในเวลา 30 นาที อาจจะเป็นเรื่องไม่ชินแต่ผลลัพธ์ที่ออกมาน่าพอใจมากเป็นแน่แท้

เพียง 30 นาทีต่อวันคุณก็สามารถทำงานอดิเรกของคุณให้เสร็จได้ เรียนรู้เพิ่มได้ เก่งขึ้นได้ หล่อขึ้นได้ และอื่นๆอีกมากมาย วันนี้คุณมี 30 นาทีที่มีค่าต่อจิตใจคุณรึยัง ..  

เขียน Blog Entry อย่างไรให้คนอ่านเข้าใจเนื้อหา ?

สวัสดีครับก่อนที่จะไปอ่านหนังสือต่อ ผมก็อ่านเจออะไรในวิชาภาษาไทยดีๆ อยู่ 1 อย่างผมก็เลยอยากจะนำมาประยุกต์ใช้ใน Blog Entry โดยผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบเขียน Blog Style ตามใจตัวเอง แต่วันนี้มาแนะนำวิธีเขียนที่ดี (ผมเขียนแย่นะครับแต่เน้นชิลๆ)

โดยวิธีเขียน Blog Entry ที่ผมว่าได้ผล แล้วนิยมมากที่สุดคือ “ใจความสำคัญอยู่ตอนต้น แล้วค่อยขยายความ” องค์ประกอบมันเยอะนะครับในการเขียน Blog ให้ดีแต่วิธีนี้เข้าใจง่าย และใ้ช้ง่าย โดยมีอีกวิธีที่ผมว่าดีก็คือ “ใจความสำคัญอยู่ตอนต้น แล้วสรุปใจความอยู่ตอนท้าย” เท่าที่ผมเคยอ่านมา 2 วิธีนี้ทำให้ผมเข้าใจว่า Entry นี้ของผู้เขียนต้องการสื่ออะไรให้ผู้อ่านรู้ ส่วนใหญ่แล้วถ้าเป็น Blog ปกติที่เน้นความเป็นตัวของตัวเองแล้วนั้น น่าจะใช้แบบที่ 2 มากกว่า เพราะแบบแรกมักจะใช้ใน blog ที่ update บ่อยๆ เป็นข่าวก็ว่าได้ (หรืออื่นๆ)

ผมจะนำมาผนวกกับเทคนิคส่วนตัวอีกเล็กน้อยครับ คือการเขียนที่เน้นการเป็นตัวตนของเรา อย่างเช่น พูดเสนอความคิดของตัวเองอย่างเต็มที่ (อันนี้ Style ผมนะ) ยึดหลักง่ายๆดังนี้แค่นี้ Post ของคุณก็มีระดับมากขึ้นแล้วครับ
อีกอย่างที่สำคัญคือการเว้นช่องไฟครับ ให้คนอ่านเขาพักหายใจบ้างจะทำให้ Entry ไม่น่าเบื่อโดยถ้าหารูปมาประดับได้จะยิ่งดี ทำให้ดูมีสีสันมากขึ้น…

การใช้ Bullet หรือ Quote ก็มีความสำคัญเหมือนกันนะครับ ถ้ายกตัวอย่างหลายๆตัวอย่างใช้ Bullet จะดูเด่นกว่า เช่น

สัตว์มีหลายชนิด เช่น

  • สัตว์บก
  • สัตว์น้ำ
  • สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

แบบนี้หรือถ้าต้องการ เสริมคำพูดเด็ดๆก็ควรใช้ Quote (ควรหาแบบที่มีรูป Quote ให้ด้วย) เพียงแค่นี้คุณก็ได้ Blog Post ที่ดีพอตัวแล้วละครับ วันนี้ผมลาไปก่อนไว้ผมจะ เอาเรื่องต่างๆมาเขียนเยอะๆนะครับ

คุณจะเลือก MultiTasking โดดๆหรือใช้ Automation ช่วย?

วันนี้ได้ไปเจอ Blog IamIA น่าสนใจอีกหนึ่ง Blog ผมไปเจอหัวข้อหนึ่งมาก็เลยมาลองเขียนในมุมมองของผมให้ผู้ฟังได้อ่านกัน เนื่องจากชีวิตจริงๆของผมในปัจจุบันมักจะทำงานในระบบ MultiTasking ผมก็เลยสนใจในประเด่นที่เขียนในหัวข้อนี้เป็นพิเศษ แล้วก็ทำให้ผมนึกถึงเรื่อง Automation ได้ผมก็เลยจับมาเขียนนำเสนอเลย

MultiTasking
คือการทำอะไรหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน เช่น เขียนโปรแกรมไป เล่น MSN เปิดเพลงฟัง (ผมว่าหลายคนก็เป็นแน่อย่างผม) หรือจะเป็นการคุยโทรศัพท์ไปเล่น DotA ไปแบบนี้เป็นต้น

Automation
คือการที่ระบบหรือผู้ช่ายที่ทำงานให้เราเสร็จเรียบร้อย แล้วเราไม่ต้องทำงานสิ่งนั้น เช่น การเปิดเพลงฟังแล้วระบบทำการนับว่าเราฟังเพลงนี้ไปทั้งหมดกี่ครั้งแล้ว Chat กับใครเมื่อไรยังไงก็ถูกเก็บข้อมูลไว้ค้นหาได้ในอนาคต

จริงประเด่นนี้มักมีหลายมุมมองให้มอง บางคนอาจจะมองว่าผมเอาอะไรมาเปรียบเทียบเนี้ย ? มันคนละกรณี Multi มันน่าจะเปรียบเทียบกับ Single แหะๆถ้าอ่านแล้วมันทะแม่งๆก็ไม่ว่ากันนะครับ ในมุมมองของผมคนส่วนใหญ่ก็ทำอะไรเป็นแบบ MultiTasking แล้วความแตกต่างระหว่างคนทำ MultiTasking แต่ละคนคืออะไรละ ? ในมุมมองของโดมเองความแตกต่างก็คือคนที่มีระบบ Aumation กับไม่มีระบบ Automation คล้ายๆกับมีลูกน้องที่ทำแทนเรานั้นและ คนสมัยนี้เก่งอย่างเดียวก็ไม่พอต้องมีการจัดการที่ดีด้วย ถึงจะเป็นใหญ่สูงๆได้

“Programmer ที่เก่งก็ไม่ใช่ว่าจะคุม Programmer คนอื่นได้เก่ง”
“คุณครูที่ Programmer ให้เก่งใช่ว่าคุณครูจะเก่งกว่า Programmer ที่สอนให้เก่ง”

นี้เป็นตัวอย่างของความแตกต่างระหว่างหน้าที่แต่ทุกๆคนมีสิทธิ์ใช้เครื่องมือหรือลูกน้องทำให้เกิดการ Automation

“Programmer มี IDE ที่ช่วย Generate Code หรือมี Tools ต่างๆที่ทำให้ทำงานได้เร็วขึ้น”
“Project Manager มีลูกน้องฝ่ายต่างๆที่จะไม่ต้อง Code เองทั้งหมด , ควบคุม Source เองทั้งหมด”
“นักเรียนธรรมดาไม่ต้องใช้ Body Clock เพราะมีนาฬิกาปลุก”
“นักเรียนไม่ต้องเดินไปโรงเรียนเพราะใช้มอเตอร์ไซค์ขับไปเรียน”

ถ้าสังเกตุดีๆทุกๆคนมีการทำให้เกิด Automation ได้แต่ Automation นั้นมี COST แน่นอนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เช่น ค่า Programmer จะใช้ IDE ได้จะต้องเสีย Cost ในการซื้อ License แล้วก็ลงหรือไม่ก็ต้องเสียเวลาในการฝึกการใช้งาน COST ในที่นี้ไม่ได้หมายราคาที่เอาไว้แลกเปลี่ยนซื้อขายเพียงอย่างเดียว ยังหมายถึงสิ่งที่เราต้องทุ่มเทฝึกฝนการใช้ซึ่งได้การ Automation เสร็จแล้วมันเกี่ยวกับ MultiTasking ได้อย่างไร ? ผมจะขอเสนอว่าไม่ได้เกี่ยวกันโดยตรงแต่ Automation ช่วยเหลือเรื่อง MultiTasking ได้ (ซึ่งจะเป็นคนละประเด่นกับการทำงานแบบ Multi หรือ Single) โดยส่วนใหญ่แล้วประเด่น MultiTasking จะเป็นประเด่นที่ขึ้นอยู่กับ “พฤติกรรมผู้บริโภค” แต่ Automation จะถูกพูดถึง “งานที่ไม่ต้องทำเอง”

Automation จะไม่สามารถช่วยคุณให้หยุดพฤติกรรม MultiTasking ได้อันนี้คุณต้องสอนตัวเอง แต่ Automation ช่วยให้คุณทำเรื่อง MultiTasking ต่างๆได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น ทำให้การตอบรับงานทั้งหมดดีขึ้น !! เช่น

Goal คือ 1.ทำงานเขียน Web ให้เสร็จเร็วที่สุด 2.ไม่ขาดการติดต่อจากเพื่อน
ผมคงยกตัวอย่างง่ายๆให้ฟังนะครับ เพื่อทำ Goal นี้ให้สำเร็จโดยอย่างแรกผมใช้
1.มือถือ + MSN Messenger + Adobe Dreamweaver
เพื่อตอบสนอง Goal ของผมชุดนี้สามารถทำให้ผมลุล่วงได้หมด (แต่ข้อ 1 อาจจะไม่เร็วที่สุด)
2. MSN Messenger + Adobe Dreamweaver
คราวนี้เราไม่มีมือถือละ การที่ขาดติดต่อจากเพื่อนก็มีโอกาสสูงขึ้น เริ่มเห็นความสำคัญของ Automation กับ MultiTasking เล็กๆแล้วใช่ไหมครับ
3. Adobe Dreamweaver
คราวนี้ไม่มีทั้งมือถือและ MSN Goal ในข้อ 2. ของเราก็โอกาสขาดการติดต่อสูงขึ้นไปอีก แต่เราก็ไม่ถูกรบกวนด้วย MSN หรือโทรศัพท์ทำให้เกิด Single Task (หมายถึงเราทำยังอื่นไม่ได้เลยนอกจากทำงานใน Adobe Dreamweaver)
4. มือถือ + Editplus
แล้วอันสุดท้ายที่จะยกตัวอย่างก็คือเรามีมือถือกับ Editplus จะสังเกตุได้ว่าเราจะทำงานให้ Goal 1 เร็วกว่า Notepad แล้วก็ไม่ขาดการติดต่อจากเพื่อนน้อยกว่าไม่มีอะไรเลยที่ให้สามารถติดต่อได้

นั้นหมายความว่าคุณจะเลือกที่จะเป็นแบบไหน เลือกเป็นแบบ SingleTask , MultiTask การขาดเครื่องมือ Automation ก็จะทำให้คุณบรรลุ Goal ได้ช้าลง (ถึงจะไม่ทุกกรณีแต่เยอะมาก) และในทางกลับกันการที่คุณยิ่งมีเครื่องมือ Automation ก็จะทำให้เกิดการ MultiTasking ได้มากขึ้น !! แล้วคุณเลือกที่จะเป็นแบบไหนกันละครับ ?? ผมก็คงเป็นคน MultiTasking เหมือนเดิมแต่คงพัฒนาในส่วนของ Automation ทำให้ผมทำงานใน Goal ที่ผมต้องการได้สำเร็จ ผมเน้น Goal Oriented !

การอ่านกับการกระทำในกฎ 80/20

หลังจากที่ผมหาคำตอบในการอ่านแล้วการสร้างคุณค่าให้ัตัวเองผมก็ขอมาสรุป ว่าการอ่านกับการกระทำในแบบกฎ 80/20 จะเป็นอย่างไรผมจะมาสรุปในมุมมองของผมดังนี้ครับ โดนผมจะมองมุมแบบแตกย่อยออกมานะครับ ลองไปดูกันว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง

การอ่านในมุมมอง 80/20

โดยตัวเลขตัวแรกคือการทุมเทพลังงาน ตัวเลขตัวที่สองคือผลลัพธ์

  • อ่านหนังสือดีๆแล้วได้เปิดมุมมองใหม่ๆ 20/80
  • อ่านหนังสือทำให้เกิดเป็นผลงานใหม่ 80/20
  • อ่านหนังสือมากๆทำให้ทำงานได้เก่ง 80/20
  • อ่านหนังสือมากๆทำให้เก่งทฤษฎี 20/80
  • อ่านหนังสือทำให้ประสบการณ์ 80/2

การกระทำในมุมมอง 80/20

โดยตัวเลขตัวแรกคือการทุมเทพลังงาน ตัวเลขตัวที่สองคือผลลัพธ์

  • ทำงานมากๆได้ประสบการณ์ในเรื่องๆนั้น 20/80
  • ทำงานใหม่ๆทำให้ได้มุมมองใหม่ๆ 80/20
  • ทำงานทำให้เกิดผลงาน 20/80
  • ทำงานทำให้เก่งทฤษฎี 80/20
  • ทำงานมากๆทำให้เก่งงาน 20/80

โดยอันนี้เป็์นความคิดคร่าวๆของผมนะครับ โดยผมว่าเราต้องทำการ Balance ระหว่างการทำงานและการอ่านจะได้ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดไม่ใช่ว่าทำเอาถึกๆ เอาอย่างเดียวหรืออ่านๆๆเพียงอย่างเดียว เพราะถึกๆทำเพียงอย่างเดียวก็จะได้แต่ผลงานอาจจะขาดประสิทธิภาพ (สำหรับผู้ที่ไม่มีประสบการณ์เลย) แต่ถ้าอ่่านๆอย่างเดียวก็เหมือนไม่ได้ลองสนามจริงก็จะไม่ทำให้เกิดงาน แต่รู้ทฤษฎีซึ่งสามารถทำงานให้ราบรื่นได้ง่ายขึ้นเพราะมีความรู้อยู่แล้ว

ปล.  ผมเขียนขึ้นมาลองวิเคราะห์ดูลับสมอง อิอิ

บอกลา DoMiNiXZ กันก่อนครับส่งท้ายปีใหม่ !

ไหนๆผมก็มีโครงการจะย้าย Host อยู่แล้วรวมถึง Domain นี้จะถูกเลิกใช้อีกด้วยครับ เพราะผมไม่อยากเสียเงินหลายต่อตอนนี้ก็มี Domester.NET ที่มี Domain Name อยู่แต่ไม่ได้ใช้เลยทีเดียว ทำไมช่วงนี้ผมถึงไฟหมด ??

  • เพราะผมกำลัง In love (เกี่ยวไหม แต่สำหรับผมมันเกี่ยว) เขียนเรื่อง Productivity ไม่ค่อยได้แต่ทำ Design เกี่ยวกับความรักคงได้
  • Host ที่นี้ล้มหลายครั้งจนทำผมเซร็งไปหลายทีละ
  • ไม่อยากเสียเงินค่า Domain หลายต่อครับผม
  • ที่นี้ไม่มีรายได้ >.<’
  • ผมตั้งใจจะทำ Domester เป็น Blog ส่วนตัวของผมแล้วก็มี subdomain แยกไว้ดีกว่า ;)

แต่อย่างว่าผมก็ไม่ได้หายไปไหนซะทีเดียว แค่ย้ายไปทำที่ Domester.NET เท่านั้นเองแต่ผมคงต้องจัดระเบียบตัวเองให้ดีก่อน แล้วอาจจะเจอกันใหม่นะครับ ;)

Next Page »