Archive for the 'เงิน' Category

มีความสุข & เงินมากขึ้นด้วยวิธีเลือกซื้อ !

ทำไมวิธีการเลือกซื้อถึงทำให้เรามีความสุขและเงินมีมากขึ้นได้ ? มากกว่าการประหยัดเพียงอย่างเดียว หลังจากที่ผมได้ทดลองมาหลายอย่างก็ค้นพบว่าการประหยัดบางครั้งทำให้เราไม่มีความสุข แถมบางทีก็เป็นการจำกัดตัวเองที่มากไป (เพราะแต่ละคนที่จะประหยัดในตอนต้นยังไม่รู้ว่าเราควรประหยัดเท่าไรดี แล้วพอเลือกตัวเลขที่มากไปทำให้ใช้จ่ายอย่างไม่เป็นสุข) แล้วการซื้อของโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง ก็จะทำให้เงินคุณหายไปแบบน้ำเลยทีเดียว ดังนั้นวันนี้เอาหลายๆกลยุทธ์มาผสมเป็นแบบของผมเอง โดยเน้นไปที่ความพึงพอใจ และความคุ้มค่า !

วิธีคิดแบบผมนี้ให้เน้นไปที่การจับจ่ายใช้ส้อยมากกว่าการที่จะเก็บเงินคุณไว้ได้อย่างไร ? ผมจะยกตัวอย่างง่ายๆ ที่ผมเปลี่ยนมาแล้วได้ผลดีทั้งความพอใจและเรื่องเงิน

  • Oishi รสข้าวแบบขวด 20 บาทเปลี่ยนเป็น Oishi รสข้าวแบบกล่อง 10 บาท
  • Computer ตั้งงบไว้ที่ 25,000 +-ไม่เกิน 1000 นำมาใช้งาน เล่น internet , เล่น game , photoshop ฯลฯ
  • กล้อง Digital ตัวเก่ายังใช้ได้อยู่เพียงแต่ภาพมันไม่ชัด น่าจะเปลี่ยนเป็น Digital SLR และภาพถ่ายของเราต่อไปนี้จะได้มีคุณภาพที่เก็บไว้และ Print ออกมาดู
  • True Internet ขนาด 2.5 Mb ราคา 1,150 บาทกับ 3.0 Mb 1,850 บาทเลือก 2.5 Mb
  • เดือนนี้เราเสียค่าเดินทาง 3,000 บาท
  • เราจะซื้อเสื้อผ้า 3 เดือน 1 ครั้งเท่านั้นครั้งละไม่เกิน 1,000 บาท  

สิ่งที่ผมยกตัวอย่างนี้ผมจะไล่เป็นข้อๆนะครับ

  1. ลด ละ เลิก (Reduce , Omit , Stop)
    เมื่อเราลดเราจะได้เงินขึ้น แล้วเราก็ยังได้สิ่งที่อยากกิน , เมื่อเราลดได้เรื่อยๆเราอาจจะละได้ ทำให้มีเงินเพิ่มไปอีก จนสุดท้ายเราหยุดที่จะกิน เราก็จะมีเงินเหลือจากการที่เราไม่กินสิ่งนั้น (แต่ไม่จำเป็นต้องเลิกแค่ละได้ก็ Happy ทั้งได้กินมีเงินเพิ่ม) หรือการรู้ตัวนั้นเองว่าจริงๆแล้วเรากินแค่กล่องเดียวก็พอละ ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม 10 บาทซื้อแบบขวด
  2. จำกัดงบ (Limitation)
    บางอย่างเมื่อเราตั้งงบประมาณไว้แล้วเราอาจจะไม่ได้ของคุ้มค่าที่สุด แต่เราได้ของที่ไม่เกินงบ แล้วเราก็ Happy ที่ได้มันมาแม้ถ้ามีคนมาบอกทีหลังว่า ของที่เราซื้อมันแพงไป (อาจจะมาจากไม่รอบคอบในการค้นหาราคาสินค้า) แต่เราก็ไม่เสียเงินมากกว่านั้นเพราะเรามีการจำกัดงบไว้ ! สภาพคล่องของเงินก็ยัง Ok อยู่
  3. มีคุณค่าและคุ้มค่า (Valuable & Worthy)
    เมื่อเราต้องการสินค้า เราควรนึกถึงความคุ้มค่าที่เราจะเสียเงินเพื่อมัน และให้นึกถึงว่าเมื่อเราได้มันมาแล้วมันจะมีคุณค่ายังไงกับเราบ้าง (โดยไม่คิดเข้าข้างตัวเอง นึกถึงความเป็นจริงเป็นหลัก)
  4. เลือกให้เหมาะสมกับราคา (Valuable & Price)
    สิ่งหนึ่งที่เป็นกับดักกับหลายๆคนมากก็คือคุณค่ากับราคา ถ้าให้ยกตัวอย่างคือเสื้อราคา 200 บาทแต่เนื้อผ้าซักแล้วใส่ 3-4 ทีก็ขาดแล้ว คนเรามักจะมองที่ข้อนี้ก่อน เพราะมันดูง่ายอะไปต่อข้อหน้ากันเลย
  5. ศึกษารายละเอียด (Get details)
    เมื่อเรารู้รายละเอียดมากขึ้นเราจะเลือกได้ดีขึ้น และทำให้มีวิสัยทัศน์ (Vision) มองกาลไกลได้ว่าตัวไหนที่จะอยู่ได้อีกนาน หรือตัวไหนกำลังจะตกยุค
  6. เลือกให้ถูกจุดประสงค์ของท่าน (Your Purpose)
    ในเมื่อเรามีวิธีทำให้ท่านมีความสุขและเหลือเงินเก็บมากขึ้น แต่มันจะไม่มีประโยชน์เท่าที่ควรถ้าเลือกซื้อผิดจุดประสงค์ เช่น ต้องการหาเสื้อใส่เท่ห์ๆ ไม่ต้องแพงมาก เนื้อผ้า ok ก็พอ แบบนี้เสื้อตัวละ 100-300 บาทน่าจะมีให้ท่านเลือกซื้อได้ ไม่จำเป็นต้องไปใส่ Billabong ของแท้ราคา 800-1500 เพื่อที่จะได้เสื้อเท่ห์ๆ เนื้อผ้าดีๆ  (แต่ถ้า Sale เหลือสัก 400-800 ก็น่าสนอยู่เหมือนกันใช่ไหม ?)
  7. แผน (Plan)
    การนำรายการสินค้าที่จะซื้อมาวางแผนว่าจะซื้อเมื่อไร ยังไงผ่อนดีไหม หรือเก็บเดือนละ 2,000 บาทแล้วเอาเงินไปซื้อทีเดียว แต่ส่วนใหญ่แผนมักมีการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะถ้าต้องเก็บเงินแล้วเอาไปซื้อทีเดียว เพราะมีรุ่นที่ดีกว่า + เงินอีกนิดหน่อยก็ได้อันนี้ต้องศึกษาในเรื่องความเหมาะสมกับราคาและความคุ้มค่าอีกที

แน่นอนวิธีนี้มันไม่เหมือนเป็นวิธีเก็บเงินแต่มันจะช่วย Save เงินคุณได้แน่ๆเรายังมีวิธีคิดเพิ่มเติมแนะนำอีก

  • ซื้อเฉพาะตอนลดราคา (Buy only on Sale) โดยจะซื้อตอนลดกี่ % ก็ว่าไป
  • ซื้อของมือสอง (Buy second hand) มีความเสี่ยงอยู่แต่ถ้าเลือกเป็นก็คือได้ของดีราคาถูกนั้นเอง
  • ซื้อเฉพาะของ(เกือบ)ล้าสมัย (Buy superannuated thing) ราคาถูกแน่ๆยิ่งเป็นมือ 2 ไม่รู้จะถูกขนาดไหนถ้านำมาใช้ในวัตถุประสงค์ของคุณได้ละก็มันก็น่าสนใจ

แล้วทุกท่านละมีวิธีการเลือกซื้อของอย่างไรกันบ้างครับ ;) ไว้จะมาเขียนใหม่นะครับ

รายได้แบบ Passive Income แลกด้วยความรู้,เงินทุนและความกล้า

Cashflow ESBIรายได้แบบ Passive Income เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงมากในปัจจุบันทุกคนอยากมี Passive Income แต่ทว่า Passive Income นั้นก็ไม่ได้มาง่าย โดยมากมักจะแลกด้วยเงินทุนที่สูงอยู่มาก ท่าจะให้ยกตัวอย่างให้ง่ายที่สุดคือ บ้านเช่า / ห้องเช่า โดยส่วนใหญ่ห้องเช่าจะทำธุรกิจได้ง่ายกว่า ผมยกตัวอย่างง่ายๆ

ถ้าคุณมีทุนน้อยการซื้อห้องเช่า 1 ห้องจาก Apartment ต่างๆหรือ Condo แล้วนำมาปล่อยเช่าอย่างน้อยก็หลายแสนบ้านถึงหลายล้านบ้าน แล้วปล่อยห้องเช่าได้ราคา 4,000 – 10,000 บาทแล้วแต่ขนาดห้อง + สถานที่ สมมุติผมลงทุน 5 แสนบ้าน ได้ค่าเช่าเดือนละ 5,000 ผมก็ต้องใช้เวลา 100 เดือนเป็นอย่างน้อยถึงจะคือทุน = 8-9 ปีฉะนั้นถามตัวคุณเองสิว่าคุ้มไหม ?

คำตอบนั้นอยู่ที่ตัวคุณเอง แต่ก็ยังมีนักธุรกิจอีกหลายท่านที่มีความรู้เรื่องพวกนี้มาก จากเรื่องราวด้านบนผมพูดถึงสถานการณ์ที่ดีที่สุดแต่ยังมีปัจจัยที่เราต้องเสียอยู่มาก เช่น ภาษี , ค่าบำรุงรักษา แต่นักธุรกิจอย่างคนเขียนหนังสือ Rich Dad Poor Dad ได้ใช้หลักการ “ให้มันผ่อนตัวเอง” สมมุติเป็นรายเดิม ห้อง 500,000 บาท….

ผมดาว 100,000 บาทแล้วผ่อนต่ออีก 400,000 บาท ผมเสียดอกเบี้ยปีละ 7% = 28,000 บาท ผมให้เขาเช่าเดือนละ 5,000 บาท = 60,000 บาท หักลบกันเหลือ 32,000 = ผมใช้เวลา 3 ปี 2เดือนในการคืนทุนผม แถมผมยังมีสิทธิขายห้องๆนี้อีกไม่ต่างกับด้านบนเลย แต่ผมขายได้ก็ต้องนำไปใช้คืนที่เหลืออีก 400,000 แต่ถ้าด้านบนขายก็จะได้เต็มๆ คราวนี้อยู่ที่คุณแล้วจะเลือกแบบไหน….

แต่ผมลืมบอกไปอย่างว่าด้านล่าง ผมสามารถนำไปลดภาษีได้ เพราะผมมีภาระที่ต้องผ่อนห้อง ดังนั้นจึงขอลดหย่อนภาษีได้ แต่ด้านบนไม่สามารถลดหย่อนภาษีจากการกู้ยืมได้…. เท่านี้ละครับขอแตกต่างๆ ผมมาเปิดโลกทัศน์ให้ทุนท่านที่มีเงินกันอีกนิดครับ…

คุณมีคุณค่าแค่ไหน ?

เงินเคยสงสัยไหมว่าตัวคุณเองมีค่าเท่าไร ? แล้วทำไมคุณถึงมีค่าแค่ตามที่เขากำหนด มันอยู่ที่อะไร แล้วจะแก้ไขได้อย่างไร วันนี้ผมมาเปิดประเด่นอีกแล้ว.. ผมจะลองถามคำถามดูเล่นๆนะครับ “CEO เป็นพนักงานขายก๋วยเตี้ยวได้ค่าจ้างเท่าไร” , “Software Engineer ทำงาน Programmer ได้เงินเท่าไร” คุณสังเกตุอะไรได้บางจากคำพวกนี้ ผมจะบอกวิธีดูคร่าวๆว่าคุณเองมีคุณค่าเท่าไร ?

  • อาชีพที่คุณใฝ่ฝันและต้องเป็นให้ได้คืออาชีพอะไร ?
  • แล้วตอนนี้คุณได้ทำอาชีพนั้นรึยัง ?
  • คุณมีประสบการณ์และความสามารถพอเป็นอาชีพนั้นรึยัง ?
  • คุณสามารถทำอะไรอื่นๆได้บาง ?
  • คุณอยู่ที่ไหน ?
  • ฯลฯ

แต่ประเด่นที่ผมกำลังจะบอกก็คือ คนเราจะมีคุณค่ามันมาจากปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเงินทอง , ครอบครัวรัก , เพื่อนฝูงรัก , ฯลฯ อีกมากมาย แต่ในวันนี้จะพูดถึง “คุณค่าทางอาชีพ” ก็แล้วกันนะครับ หรือจะพูดให้ถูกว่าคุณมีค่าตัวเท่าไร ? ถ้าผมจะบอกนะสมมุติคุณมีความสามารถเป็นถึง CEO แต่คุณทำงาน Programmer เงินที่ควรจะได้คือเงินเท่ากับ CEO (หรือหุ้น) แต่ทำไมเราได้เงินเท่า Programmer

เพราะบทบาทที่คุณเป็นอยู่นั้นคือ Programmer ดังนั้นต่อให้คุณมีคุณค่ามาก แต่ถ้าอยู่ผิดที่ ผิดเวลา มันก็ทำให้คุณค่าตัวคุณต่ำลงเหมือนกัน … ถ้าจะให้ยกตัวอย่าง อย่างชัดเจนก็คือ “ค่าตัว Programmer ที่เมืองนอกกับเมืองไทย” เงินเดือน Start ประมาณ 2 หมื่นบาท กับ 3000$ (ช่างแตกต่าง) ดังนั้นคุณคงปฎิเสธไม่ได้ว่า “คุณค่าอยู่ที่สถานที่ด้วย”

แล้วทำไมอยู่ที่เวลา เคยเห็นไหมว่าต้อง Require ประสบการณ์ 5 ปีต่อให้คุณเก่งมาก แต่ไม่มีประสบการณ์ยากนักที่บริษัทสมัยนี้จะยอมรับคุณ ยกเว้นแต่เขาจะสามารถพิสูจน์ได้ว่า “คุณทำได้จริง” แล้วต่อให้คุณเก่งเพียงใด แต่ถ้าคุณเลือกบทบาทผิดก็จะทำให้คุณมีคุณค่าน้อยลงเช่นกัน

คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันเก่งเยอะ แต่ยืนบนบทบาทที่ต่ำกว่าตัวเองสามารถทำได้ซะส่วนใหญ่ แล้วส่วนใหญ่ไม่มีความสุขในการทำงานดังนั้นคุณค่ามันเลยลดลงเรื่อยๆ แทนที่จะมีคุณค่ามากขึ้นเรื่อยๆ แทน … ฝากข้อคิดอีกอย่างนะครับ “Hero คือคนที่อยู่ถูกที่ ถูกเวลา และถูกบทบาท”

Make Money with Great Advertiser

การทำเงินเนี้ยโดยส่วนตัวที่เห็นผมเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาระหว่างการทำ Affiliate ของเมืองไทยกับ Google Adsense ผลสรุปอย่างตรงไปตรงมาก็คือผมเปลี่ยนเป็น Google Adsense จริงๆเพราะอย่างแรกคือมีสิทธิ์ทำเงินได้และไม่ทำให้ Web ผมช้า !!! ขึ้นมาก หลังจากที่ผมลองอยู่หลายตัวไม่ว่าจะเป็น SpeedyAds , Adbrite , Bidvertiser , ฯลฯ

มีหลายประเด่นมากที่ต้องทำให้เอาออกในกรณีของ Bidvertiser มันจะชอบขึ้น Place ads here อะไรแนวๆนี้ซึ่งผมว่าไม่ค่อย Make Sense เท่าไรแถมโหลดช้ามาก ทำให้ผมต้องเอาออก เหมือนกับ SpeedyAds ที่ Server เดียวดีเดียวร้ายเดียวเร็วเดียวช้า ผมก็เลยไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ เพราะจะพาลทำให้ User เข้า Web ผมช้าไปด้วยเลยตัดสินใจเอาออกอีก !!

ซึ่งหลังจากที่ผมทำมาหลายที่ผมว่าถ้าชอบ CPC (Cost Per Click) ผมยังไงๆอยู่ในเมืองไทยผมก็ว่า Adsense ดูดีเนื่องจากไม่ต้องใช้ Traffic มากมายเหมือน Nipa โดยต้องมี Unique IP มากกว่า 1000 คนต่อวันหรือใกล้เคียงซึ่งสำหรับ Dominixz ก็คงอีกยาวไกลครับตอนนี้ผมเลยทำ Google Adsense แล้วปรับให้ใช้คำภาษาอังกฤษมากขึ้นมันจะได้โหลด Ads ที่ดีๆขึ้นมาบาง

โดยส่วนตัวผมจะใส่เพียง 1 ที่เท่านั้นเพื่อป้องกันขึ้น Gulf Hurricane จุดอื่นๆจะได้ไม่ว่างไปดื้อๆ ผมเลยเน้นหาประโยชน์ส่วนตัว 2/4 ส่วนครึ่งๆกะ User ละกันดังนั้นการทำงานของผมคือเวลาคุณทำ Blog ให้คุณคิดว่าคุณเป็น User แล้วเข้ามาบ่อยๆการวาง Ads อย่างไรที่พอยอมรับได้แล้วไม่ดูกระหายอยากได้เงินมาก (ซึ่งผมก็เคยเป็นอย่างนั้น) ดังนั้นผมพอจะสรุปคราวๆกับการทำเงินกับ Advertiser ที่ดีนั้นประกอบด้วย

  • คู่ค้าของคุณจะต้องเร็ว , มีเสถียรภาพสูงและน่าเชื่อถือ Google , Amazon , Chitika , TLA
  • การ Customize Ads จะต้องทำได้สูงพอสมควร
  • มีคนเขียนบทความถึงบ่อยๆเพื่อที่คุณจะได้ศึกษาได้อย่างถูกต้อง
  • คุณต้องเลือก Advertiser ที่เหมาะสมกับคุณ เช่น คุณเขียนเกี่ยวกับ Com แต่ดันรับ Advertiser เป็นรับเหมาสิ่งก้อสร้าง ถึงคุณจะได้เงินก็จริงแต่สักวันเขาจะต้องออกเพราะมันไม่เหมาะสมกับธุรกิจเขา (ถ้าเราให้คำปรึกษาจะดู Professional มากขึ้น)
  • จงมีการกำหนดราคาอย่างเหมาะสมกับ Traffic ที่เขาจะได้ (ผมต้องไปปรับปรุงเพราะคิดไม่ค่อยออก)

ตอนนี้จะสังเกตุว่าผมตั้งขายหาคนสนับสนุน อยู่อย่างว่าครับเว็บผมก็เสียเฉลี่ยปีละประมาณ 700 บาทแล้วยังมีเว็บอื่นๆที่กำลังจะตามมาการรีบหาสนับสนุน ผมดูเป็นการเกินตัวไปนิด แต่อย่างว่าผมยังไม่ได้ทำงาน (ไม่มีเงินเดือนประจำ) ทำให้ผมต้องลองดูอย่างน้อยก็พูดกับแม่ได้ว่าผมทำไปก็ยังได้กำไรได้นะ ซึ่งความเป็นจริงคนส่วนใหญ่ทำ Web กันก็อยากได้เงินแต่ก็ไม่ใช่สาเหตุหลักที่เขาอยากมาทำกัน (ถึงแม้ MFA จะเยอะก็ตาม)

ดังนั้นวันนี้ผมก็มาแนะหลักการง่ายๆที่จะทำให้คุณกับ Advertiser ของคุณอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้ผมต้องไปแล้วครับวันนี้สวัสดีครับ ใครมีปรับปรุงเพิ่มบอกผมได้นะครับ (บางทีผมก็ลืม)

Subvert & Profit จ่ายเงินจริง !!! แต่ไม่คุ้มเลยย

ตอนนี้ผมได้เงินมา 5$ แล้วจาก SubvertandProfit ดูจาก Paypal ผมได้ครับโดยดูตรง Transaction ถือว่านี้คือเงินแรกจาก การทำงานใน Internet จิงๆ โดย SubvertandProfit เนี้ยจ่ายผมทีละ 0.50$ ต่อการช่วยเขา Digg เรื่องในแต่ละทีราวๆ 4-7 เรื่องต่อครั้ง (ไม่ได้ให้เรื่องละนะครับ) ไปดูผมได้เงินจาก SubvertandProfit กันครับ

Subvert & Profit จ่ายจริง

ขอเสียของที่นี้นะครับคืองานมาไม่สม่ำเสมอ ต้องคอยดู Mail ตลอดเวลา (ใครใช้ Firefox ได้เปรียบหน่อย) โดยส่วนใหญ่แล้วงานนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับเราตลอดเวลาด้วย คือถ้าเขาส่ง mail มาแล้วเราไม่ได้เข้าไปทำ พอกลับเข้าไปอีกทีงานอาจจะหายไปแล้วก็ได้ นี้คือข้อเสียอย่างหนึ่งเลยละครับ แล้วให้ค่า Digg แค่ครั้งละ 0.5 ไม่ได้เยอะมากอีกตะหาก โดยหลักของโปรแกรมคือ

  • ต้องมี Account Digg.com , StumbleUpon (แต่งานที่ผมได้เงินมามีแต่ Digg นะ)

  • พอ confirm เสร็จแล้วก็รองานส่งมาได้เลยครับโดยตรวจจาก email ครับ

  • โดยแต่ละครั้งต้อง Digg ให้ครบนะครับแล้ว Click ปุ่มที่บอกมันว่าเรา Click ครบแล้ว

  • รอสัก 1-2 วันมันจะ update Finance ของเราให้ครับ

โดยที่นี้เขาก็หัวหมอใช้ได้ ใช้ระบบ Digg มาเป็นเครื่องมือหากิน โดยใครอยากโฆษณาจะเสีย Digg ละ 0.20$ แต่มันหมอกว่าคือให้ฝั่ง Publisher เนี้ยรอบหนึ่งมีประมาณ 5 เรื่องฝั่ง Publisher เสียไปแล้วประมาณ 1$ แต่ฝั่งเราได้ 0.5$ บางทีก็ 7 เรื่องต่อครั้ง ถามว่าได้จริงแล้วดีไหมตอบได้เลยว่าดีเสียดายแต่มาไม่เป็นเวลานี้ดิ แถมมานานๆครั้งอีกกว่าผมจะได้ 5$ นี้ทำประมาณเกือบ 3 เดือนเลยก็ว่าได้นะครับ รูปร่างหน้าตาของ web เป็นแบบนี้

ทำเงินง่ายๆด้วยการ Digg

ใครสนใจลองสมัคร ก็สมัครผ่าน account ผมได้เลย (ขอค่า Referal นิดหนึ่ง) แต่ส่วนตัวของผมขอลาละครับ ถ้ามันจังหวะพอดีถึงจะ Digg ให้แต่ผมก็ไม่ Serious มานั่งรอ Task งานหรอกครับผมว่ามันไม่คุ้มต่อการรอคอย 0.50$ ซึ่งบางทีมันก็รอนานทำให้เราไม่ได้ทำอะไรเลยเหมือนกัน

« Previous PageNext Page »