<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?> <rss
version="2.0"
xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
><channel><title>DominixZ : Live Smart &#38; Geeky &#187; เงิน</title> <atom:link href="http://www.dominixz.com/blog/category/money/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" /><link>http://www.dominixz.com/blog</link> <description>Productivity , Techology News ,Website Review , Web Standard , Live Smart and Geeky</description> <lastBuildDate>Wed, 08 Feb 2012 16:59:00 +0000</lastBuildDate> <language>en</language> <sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod> <sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency> <generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator> <item><title>ลงระบบอัตโนมัติให้เงิน</title><link>http://www.dominixz.com/blog/money/install-money-automation-system-to-your-life/</link> <comments>http://www.dominixz.com/blog/money/install-money-automation-system-to-your-life/#comments</comments> <pubDate>Wed, 17 Aug 2011 09:47:41 +0000</pubDate> <dc:creator>DominixZ</dc:creator> <category><![CDATA[เงิน]]></category><guid
isPermaLink="false">http://www.dominixz.com/blog/?p=1380</guid> <description><![CDATA[Slide นี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการดูและทำความเข้าใจ โดยหลักๆแล้วคือการลงทุนในกองทุนแล้วสาเหตุว่าทำไมผมถึงเลือกกองทุนที่มีการปันผลมากกว่าอัตราเติบโตสูงๆ โดย Slide นี้ได้ทำขึ้นมาเพื่อพูดใน Barcamp ที่ Onebitmatter ครับผม สรุปใจความส่วนหนึ่งสำหรับคนที่ได้ดู Slide แต่ไม่อยู่ใน Barcamp ครั้งนี้ก็คือเหตุผลที่เลือกหุ้นปันผลเพราะ เงินปันผลจะถูกโอนเข้าบัญชีออมทรัพย์ของเรา แล้วเราสามารถที่จะเอาเงินปันผลนั้นไปลงทุนเพิ่ม หรือเอามาใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องซื้อๆ ขายๆ ซึ่งสำหรับผมถือว่าเป็นระบบที่สะดวกมากเพราะทำให้เรา Think Less Do More Similar Posts:เรื่องเล่า Twitter 11/08/2011 &#8211; 17/08/2011 10 ประสบการณ์จาก BarcampBangkok #3 Barcamp Bangkok 2 และ Thailand Next Web Apps 2008]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>Slide นี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการดูและทำความเข้าใจ โดยหลักๆแล้วคือการลงทุนในกองทุนแล้วสาเหตุว่าทำไมผมถึงเลือกกองทุนที่มีการปันผลมากกว่าอัตราเติบโตสูงๆ โดย Slide นี้ได้ทำขึ้นมาเพื่อพูดใน Barcamp ที่ <a
title="Onebit Matter" href="http://www.onebitmatter.com/" target="_blank">Onebitmatter</a> ครับผม</p><div
style='text-align:center'> <iframe
style="width: 460px; height: 375px;" src="http://public.iwork.com/embed/?d=%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99.key&amp;a=p278030955&amp;h=768&amp;w=1024&amp;sw=458" frameborder="0" width="320" height="240"></iframe></div><p>สรุปใจความส่วนหนึ่งสำหรับคนที่ได้ดู Slide แต่ไม่อยู่ใน Barcamp ครั้งนี้ก็คือเหตุผลที่เลือกหุ้นปันผลเพราะ เงินปันผลจะถูกโอนเข้าบัญชีออมทรัพย์ของเรา แล้วเราสามารถที่จะเอาเงินปันผลนั้นไปลงทุนเพิ่ม หรือเอามาใช้จ่ายได้โดยไม่ต้องซื้อๆ ขายๆ ซึ่งสำหรับผมถือว่าเป็นระบบที่สะดวกมากเพราะทำให้เรา Think Less Do More</p> Similar Posts:<ul><li><a
href="http://www.dominixz.com/blog/life-talk/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2-twitter-11082011-17082011/" rel="bookmark" title="August 17, 2011">เรื่องเล่า Twitter 11/08/2011 &#8211; 17/08/2011</a></li><li><a
href="http://www.dominixz.com/blog/tech-news/10-experience-from-barcampbangkok-3/" rel="bookmark" title="May 25, 2009">10 ประสบการณ์จาก BarcampBangkok #3</a></li><li><a
href="http://www.dominixz.com/blog/tech-news/barcamp-bangkok-2-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-thailand-next-web-apps-2008/" rel="bookmark" title="July 25, 2008">Barcamp Bangkok 2 และ Thailand Next Web Apps 2008</a></li></ul>]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.dominixz.com/blog/money/install-money-automation-system-to-your-life/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>อดีต ธรรมะ และการเงิน</title><link>http://www.dominixz.com/blog/money/past-dhamma-money/</link> <comments>http://www.dominixz.com/blog/money/past-dhamma-money/#comments</comments> <pubDate>Fri, 31 Oct 2008 15:48:05 +0000</pubDate> <dc:creator>DominixZ</dc:creator> <category><![CDATA[เงิน]]></category><guid
isPermaLink="false">http://www.dominixz.com/blog/?p=490</guid> <description><![CDATA[หลังจากที่ไม่ได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องเงินมานานแล้ว วันนี้เลยขอพูดเ้รื่องเงิน ซักหน่อยครับโดยได้แนวคิดมาจาก &#8220;ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน&#8221; แล้วก็การประยุกต์ธรรมะให้เข้ากับการใช้เงิน โดยผมขอพูดเรื่องอดีตก่อนก็แล้วกัน หลังจากที่ได้อ่านถอดรหัสลับนั้น ทำให้ผมมีมุมมองใหม่เกี่ยวกับเรื่องเงิน ไม่ว่าการจับจ่ายใช้สอย รวมถึงตัวผมเองถูกโปรแกรมอะไรติดตั้งมาบ้าง โดยในหนังสือเขา ให้เราคิดถึงว่า ในอดีตเราเคยนึุกคิดอะไรเกี่ยวกับ เงินบ้าง ไม่ว่าจะเป็น ความคิดที่ว่า &#8220;คนรวยมักเอาเปรียบ คนจน&#8221; , &#8220;เงินซื้อความสุขไม่ได้&#8221; , &#8220;คนรวยใจแคบ&#8221; หรืออะไรอื่นๆที่เกี่ยวกับเงิน หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นว่า ทำไมเราชอบที่จะ &#8220;อยากรวย&#8221; แต่ไม่รวยสักทีมันเกิดจากสาเหตุอะไร หรือทำไมคนที่ทำเงินได้เดือนละเป็นแสน ถึงใช้หมดทุกเดือนและไม่รวยสักที จริงๆแล้วมันมาจากจิตใต้สำนึกรึเปล่า ? ผมคงพูดได้ไม่ดีเท่ากับเจ้าของหนังสือ แต่ผมจะมาจุดประเด็นว่า การใช้เงินเราในแต่ละอย่างเนี้ย เราถูกปลูกฝังไว้รึเปล่า.. ทำไมเราถึงซื้ออะไรบ้างอย่างเหมือนเราถูกตั้งโปรแกรมเอาไว้ มากกว่าที่จะใช้เหตุผล ในการตัดสินใจซื้อ เช่น ทุกครั้งที่ผมไป central ลาดพร้าวผมจะซื้อ มูลาเต้คาปูชิโน่ 1 แก้ว (แล้วมันเกือบจะอัตโนมัติจริงๆนะ) แล้วทำยังไงเราถึงจะหลุดจากอดีตและโปรแกรมนี้ได้ ผมเลยคิดต่อมาว่าจริงๆแล้วทุกๆอย่างเนี้ย เรารู้อยู่แกใจด้วยซ้ำเช่น สิ่งที่ทำให้เราเงินหายมากที่สุดคือ มูลาเต้ แต่เราก็ยังซื้อต่อไปแล้วก็กินต่อไป แล้วเงินก็หมดต่อไป จริงๆแล้วเราขาด &#8220;สติ&#8221; [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>หลังจากที่ไม่ได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องเงินมานานแล้ว วันนี้เลยขอพูดเ้รื่องเงิน ซักหน่อยครับโดยได้แนวคิดมาจาก <strong>&#8220;ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน&#8221; </strong>แล้วก็การประยุกต์ธรรมะให้เข้ากับการใช้เงิน โดยผมขอพูดเรื่องอดีตก่อนก็แล้วกัน หลังจากที่ได้อ่านถอดรหัสลับนั้น ทำให้ผมมีมุมมองใหม่เกี่ยวกับเรื่องเงิน ไม่ว่าการจับจ่ายใช้สอย รวมถึงตัวผมเองถูกโปรแกรมอะไรติดตั้งมาบ้าง โดยในหนังสือเขา ให้เราคิดถึงว่า ในอดีตเราเคยนึุกคิดอะไรเกี่ยวกับ เงินบ้าง ไม่ว่าจะเป็น ความคิดที่ว่า &#8220;คนรวยมักเอาเปรียบ คนจน&#8221; , &#8220;เงินซื้อความสุขไม่ได้&#8221; , &#8220;คนรวยใจแคบ&#8221; หรืออะไรอื่นๆที่เกี่ยวกับเงิน</p><p>หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นว่า ทำไมเราชอบที่จะ &#8220;อยากรวย&#8221; แต่ไม่รวยสักทีมันเกิดจากสาเหตุอะไร หรือทำไมคนที่ทำเงินได้เดือนละเป็นแสน ถึงใช้หมดทุกเดือนและไม่รวยสักที จริงๆแล้วมันมาจากจิตใต้สำนึกรึเปล่า ? ผมคงพูดได้ไม่ดีเท่ากับเจ้าของหนังสือ แต่ผมจะมาจุดประเด็นว่า การใช้เงินเราในแต่ละอย่างเนี้ย เราถูกปลูกฝังไว้รึเปล่า.. ทำไมเราถึงซื้ออะไรบ้างอย่างเหมือนเราถูกตั้งโปรแกรมเอาไว้ มากกว่าที่จะใช้เหตุผล ในการตัดสินใจซื้อ เช่น ทุกครั้งที่ผมไป central ลาดพร้าวผมจะซื้อ มูลาเต้คาปูชิโน่ 1 แก้ว (แล้วมันเกือบจะอัตโนมัติจริงๆนะ) แล้วทำยังไงเราถึงจะหลุดจากอดีตและโปรแกรมนี้ได้</p><p>ผมเลยคิดต่อมาว่าจริงๆแล้วทุกๆอย่างเนี้ย เรารู้อยู่แกใจด้วยซ้ำเช่น สิ่งที่ทำให้เราเงินหายมากที่สุดคือ มูลาเต้ แต่เราก็ยังซื้อต่อไปแล้วก็กินต่อไป แล้วเงินก็หมดต่อไป จริงๆแล้วเราขาด &#8220;สติ&#8221; ซึ่งนั้นหมายความว่าคุณมีปัญญา แต่คุณไม่มีสติ เหมือนตอนนี้ที่ผมยังเป็นอยู่ แต่เสร็จแล้วทำยังไงให้เรามี &#8220;สติ&#8221; หรือเราต้องดับกิเลศก่อนมี &#8220;สติ&#8221; จริงๆคือไม่ครับเราสามารถมีสติได้ตลอด แต่สติของเรามันยังสู้กิเลศเราไม่ได้นั้นเอง เรารู้นะว่าเราจะซื้อมูลาเต้ ไม่งั้นเราจะสั่งถูกได้ไง ถ้าไม่มีสติ แต่เราไม่ระงับกิเลศ ดังนั้นถ้าเราอยากจะมีเงิน นอกจากจะต้องพยายามลบอดีต แล้วก็โปรแกรมที่โดนติดตั้งมา หรือถูกติดตั้งลงไปจากกิเลศ</p><p>เราจะต้องดับกิเลศ แล้วใช้ปัญญา เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจ แล้วความเข้าใจจะทำให้เกิดสติ เช่น ทำไมต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่ทุกเดือน ถ้าไม่ซื้อแล้วเราจะยังดูดีได้รึเปล่า ? หรือทำให้ชีวิตเราดูแย่ลงในสายตาเราไหม ? แล้วถ้าเราเอาของเก่ามา mix &amp; match จะทำให้เขากับ trend ปัจจุบันได้ไหม ดังนั้นเรื่องพวกนี้ถ้าเราพิจารณา ก่อนจะลงมือซื้อได้นั้น เราแทบจะได้ของที่จำเป็นจริงๆเข้ามา แทนที่จะได้มาเพราะอารมณ์อยากได้เพียงชั่ววู๊บ</p><p><strong>บ่อเกิดของการไม่มีเงิน คือ กิเลศ<br
/> บ่อเกิดของการมีเงิน คือ การมีสติ</strong></p><p>และคำแนะนำจากหนังสือ &#8220;ถอดรหัสลับสมองเิงินล้าน&#8221; ซึ่งเป็นคำที่แสนจะเรียบง่าย</p><p><strong>ถ้าคุณอยากรวย จงมุ่งความสนใจไปที่ การหาเงิน , การเก็บเงิน และการลงทุน<br
/> ถ้าคุณอยากจน จงมุ่งความสนใจไปที่การใ้ช้เงิน</strong></p><p>วันนี้ลาก่อนขอให้ทุกท่านมีเงินใช้ และไม่เป็นเหยื่อของกิเลศ มากนักนะครับ <img
src='http://www.dominixz.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /></p> Similar Posts:<ul><li><a
href="http://www.dominixz.com/blog/life-talk/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2-twitter-08122011-14122011/" rel="bookmark" title="December 14, 2011">เรื่องเล่า Twitter 08/12/2011 &#8211; 14/12/2011</a></li><li><a
href="http://www.dominixz.com/blog/productivity/more-confident-before-get-out-of-home-men/" rel="bookmark" title="August 13, 2007">สร้างความมั่นใจก่อนออกจากบ้าน (สำหรับท่านชาย)</a></li><li><a
href="http://www.dominixz.com/blog/tech-news/top-50-computer-languages-for-july-2008/" rel="bookmark" title="July 14, 2008">50 อันดับภาษาคอมพิวเตอร์ยอดฮิตประจำเดือนกรกฎาคม</a></li></ul>]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.dominixz.com/blog/money/past-dhamma-money/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>วันที่สอง Barcamp Bangkok</title><link>http://www.dominixz.com/blog/geek-tips/day-2-barcamp-bangkok-31-august/</link> <comments>http://www.dominixz.com/blog/geek-tips/day-2-barcamp-bangkok-31-august/#comments</comments> <pubDate>Sun, 31 Aug 2008 17:38:15 +0000</pubDate> <dc:creator>DominixZ</dc:creator> <category><![CDATA[ข่าวเทคโนโลยี]]></category> <category><![CDATA[บทวิจารณ์]]></category> <category><![CDATA[เคล็ดลับ]]></category> <category><![CDATA[เงิน]]></category> <category><![CDATA[barcamp]]></category> <category><![CDATA[barcampbangkok2]]></category> <category><![CDATA[social geek]]></category> <category><![CDATA[ิbarcamp bangkok]]></category><guid
isPermaLink="false">http://www.dominixz.com/blog/?p=407</guid> <description><![CDATA[วันที่สองกับ Barcamp วันนี้ผมก็พูดด้วยในหัวข้อ Web Developer study Guideline for Starter (newbie) ปล่อยไก่ไปหลายตัวเลยทีเดียว แต่โดยรวมๆวันนี้ก็สนุกครับ แต่วันเสาร์สนุกกว่า คนเยอะกว่า มันกว่า วันนี้คนน้อย หัวข้อมีให้เลือกน้อย แต่สนุกครับ โดยวันนี้ที่ผมฟังมี Session ต่างๆดังนี้เลยครับ (โดยวันนี้เริ่ม late กว่าปกตินิดหนึ่ง) 11:30 &#8211; How to start small company in Thailand 12:00 &#8211; GIT 12:30 &#8211; Django 30 minutes 14:00 &#8211; How to make FOSS more popular / successful in Thailand 14:30 &#8211; [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>วันที่สองกับ Barcamp วันนี้ผมก็พูดด้วยในหัวข้อ Web Developer study Guideline for Starter (newbie) ปล่อยไก่ไปหลายตัวเลยทีเดียว แต่โดยรวมๆวันนี้ก็สนุกครับ แต่วันเสาร์สนุกกว่า คนเยอะกว่า มันกว่า วันนี้คนน้อย หัวข้อมีให้เลือกน้อย แต่สนุกครับ โดยวันนี้ที่ผมฟังมี Session ต่างๆดังนี้เลยครับ (โดยวันนี้เริ่ม late กว่าปกตินิดหนึ่ง)</p><p>11:30 &#8211; <a
href="#1">How to start small company in Thailand</a><br
/> 12:00 &#8211; <a
href="#2">GIT</a><br
/> 12:30 &#8211; <a
href="#3">Django 30 minutes</a><br
/> 14:00 &#8211; <a
href="#4">How to make FOSS more popular / successful in Thailand</a><br
/> 14:30 &#8211; <a
href="#5">Twitter Proxy (birdnest)</a><br
/> 15:00 &#8211; Web Developer study Guideline for Starter (ผมพูดเองและเก็บไว้เดียวผมโพสอีกทีนะครับ)<br
/> 16:00 &#8211; <a
href="#6">Cloud Computing Discussion</a><br
/> 16:30 &#8211; <a
href="#7">RESTful Web Service and why I should care?</a><br
/> 17:00 &#8211; <a
href="#8">Project Manage Tools Discussion</a><br
/> 17:30 &#8211; <a
href="#9">Life Application Discussion</a></p><p>วันนี้จริงๆสังเกตุว่าผมเข้าไปพวก Discussion ค่อนข้างเยอะ ดังนั้นความรู้ที่เอามาฝากอาจจะน้อยกว่าเมื่อวานอยู่ครับ เอาละเริ่มกันเลยดีกว่า</p><h2><a
name="1">How to start small company in Thailand</a> <a
href="http://www.dominixz.com/blog/wp-content/uploads/2008/08/star.png"><img
class="alignnone size-medium wp-image-399" style="vertical-align: middle;" title="star" src="http://www.dominixz.com/blog/wp-content/uploads/2008/08/star.png" alt="" width="32" height="32" /></a></h2><p>โดยเขาเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดเลย ผมก็จับใจความได้บางไม่ได้บางเอาเป็นว่า ผมสรุปได้ดังนี้เลยครับ ผมจดมาได้ประมาณนี้ (จริงๆมากกว่านี้แต่ฟังไม่ออกบ้างฟังไม่ทันบ้าง)</p><p><strong>แนวทางและแนวคิดในการเริ่มต้น</strong></p><ol><li>การเริ่มต้นในไทยเป็นเรื่องยากและ VC (Venture Capital) ไม่ยอมให้เงินกับใครง่ายๆเพราะกลัวโดนโกงและเชิดหนีไป (แต่ชาวญี่ปุ่นบอกว่าถ้าในประเทศเขา คุณทำอะไรของคุณไปแล้วเดียว VC จะเข้ามาอยากให้เงินคุณเอง)</li><li>เริ่มต้นเร็วได้เปรียบ (ดังนั้นผมต้องรีบละ 55+)</li><li>หากลุ่มลูกค้าให้ได้โดยเร็ว (จะได้มีรายได้)</li><li>การเริ่มต้นอาจจะต้องใช้เงินตัวเองและภาวนาต่อพระเจ้าให้สำเร็จ</li><li>ถ้าอยากถูกซื้อด้วยบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก เขาพูดว่า &#8220;เมืองนอกชอบซื้อบริษัทไทยมากกว่าบริษัทต่างชาิติในประเทศไทย&#8221;</li></ol><p><strong>ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นตั้งบริษัทและแนวทางแก้ไข</strong></p><ol><li>ถ้ามีบริษัทที่นำเงินเขามาช่วยเรา เราจะถูกยัดเหยียดสิ่งที่ต้องทำจากบริษัทที่ช่วยเรา ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องดี แต่บางทีมันไม่ใช่แนวทางที่เราต้องการจะทำจริงๆ</li><li>ถ้าระหว่างที่เรากำลังสร้างฝันให้เป็นจริง เกิดมีไอเดียขึ้นมา เราควรเลื่อนการสร้างฝันให้เป็นจริงออกไปสักนิดเพื่อนำไอเดียมาทำ</li><li>เราเสียเงินไป 3 ปีกว่าจะเริ่มอยู่ได้</li><li>ทำสินค้าให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะสินค้าของเรา out เร็วดังนั้นต้องทำให้มันพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ</li><li>ถ้าคุณเป็นจอมไอเดีย ให้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดมา 1 อย่างแล้วทำให้ดีที่สุด</li></ol><p>เรื่องอื่นๆที่พูดถึงคือพยายามเข้าใจในทุกๆเรื่องที่จำเป็นในการเริ่มตั้งบริษัท เช่น เรื่องการเงิน บัญชี การบริหาร และอย่าลืมว่าคุณจะต้องมีทนายความที่รู้จักด้านนี้ในกรณีที่เราเซ็นสัญญากับลูกค้าแล้วลูกค้าเล่นตุกติก หรือไม่จ่ายเราดื้อๆซะงั้น โดยมีคนในห้องชมว่า <strong>&#8220;คนไทยทำงานดี และปรับตัวได้เร็ว&#8221;</strong> โดยเขาเทียบกับค่าตัว แต่ผมเองเนี้ย <strong>&#8220;ไม่อยากได้แค่ดี แต่อยากได้คำว่ามหัศจรรย์&#8221;</strong></p><h2><a
name="2">GIT</a> <a
href="http://www.dominixz.com/blog/wp-content/uploads/2008/08/star.png"><img
class="alignnone size-medium wp-image-399" style="vertical-align: middle;" title="star" src="http://www.dominixz.com/blog/wp-content/uploads/2008/08/star.png" alt="" width="32" height="32" /></a></h2><p>ชื่อสั้นๆได้ใจความ GIT เนี้ยต้องขออธิบายว่ามันเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการทำ Version Control โดยใน Session นี้เหมาะสำหรับคนที่รู้จักพวก Control Version และ Software Configuration Management มาบางจะได้ฟังอย่างเมามันแบบที่ผมฟังแล้วมัน โดยเจ้า GIT เนี้ยเน้นการทำ Decentralized SCM โดยทุกคนมี Server เป็นของตัวเองแทนที่จะเป็น Centralized แบบ Subversion ที่ทุกคน Access ไปเอาของจากที่ๆเดียวกัน แต่ GIT เนี้ยให้ทุกๆคนมีเหมือนๆกันแล้วก็เล่น กับของตัวเองได้สะดวก โดยสรุปละกันครับ  มันแนวทางคือสนับสนุนให้เราทำ Branch ออกมาเยอะๆ แล้วก็ Merge หรือ Rebase เอา</p><p>โดยแนวทางนี้มีข้อดีคือเราจะเล่นอะไรแปลกๆได้มากขึ้น ทำ code เดิมๆแบบหลายแนวทางได้มากขึ้นแล้วสุดท้ายถ้ามัน work ก็นำมา merge หรือ rebase กันโดยถ้าไม่เอาก็ ไม่ต้อง merge / rebase ถือว่าน่าสนใจมากครับ มีการใช้ tags มาช่วยทำให้เรา mark version ที่เราสนใจได้ ทำให้เรารู้ว่าเราทำอะไรไปในส่วนนี้ โดย GIT เนี้ยมี Command มากกว่า 137 คำสั่ง แต่ใช้ทุกวันเพียง 10 กว่าคำสั่ง และถ้าเิพิ่มบางกรณีเราจะใช้อยู่ประมาณ 20 กว่าคำสั่ง และถ้าเราอยากจะทำอะไรเพิ่ม ก็ใช้ 30 ต้นๆเท่านั้น !</p><p>และก่อนจบเขายกตัวอย่างที่ดีมาก ในการใช้ Git โดยเวลาเขาหาอะไรมาเล่นจาก Repository (เช่น SVN) แล้วมันขาด feature นิดๆที่เขาอยากได้ แล้วเขาก็ทำขึ้นมา แต่จะ commit กลับไปที่ Repository ก็ไม่ดีพอแต่ก็อยากเก็บไว้นะ ก็เลยใช้ Git เนี้ย Clone Repository ออกมาแล้ว ก็ทำการเล่นกับ Repository ที่ Git Clone มาเมื่อเราเพิ่ม feature เขาไปก็ commit เขาไปที่ Repository ที่เรา clone มาแทน ทำให้เรา Maintenance เรื่องการทำ Patch ต่างๆได้ดี (แบบสบายใจด้วย)</p><h2><a
name="3">Django in 30 minutes</a></h2><p>จริงๆผมเข้ามาใน Session เจ้าของเรื่องก็บอกก่อนเลยว่าเตรียมตัวมาได้ไม่ดีเมื่อคืนเมาหนัก ส่งผลให้ผมฟังๆ แล้วก็ไม่ได้อะไรเพิ่มเติมยกเว้นว่า Django มีตัวทำในส่วนของ Admin ที่เจ๋งและดีมาก โดยผมได้มาอีก 2 อย่างก็คือ</p><p>{% %} เป็นการใช้สิ่งที่้เกี่ยวข้องกับ Logic เช่น loop , if<br
/> {{ }} เป็นการแสดงผลตัวแปลข้อมูลออกมา</p><p>เนี้ยและครับสิ่งที่ผมได้ Django in 30 minutes ผมจับใจความที่น่าสนใจได้แค่นี้และครับ T-T</p><h2><a
name="4">How to make FOSS more Popular / Successful in Thailand</a></h2><p>ในเรื่องนี้ก็เป็นเรื่อง Discussion จริงๆก็อยากจะพูดแต่เวลาหมดซะก่อน โดยตอนแรกก็เปิด Video ให้ดูกันก็สนุกมากครับ โดยเขาก็คุยกันว่าจะทำยังไงให้ FOSS (Free and Open Source Software) ฮิตและสำเร็จในไทย แต่พอคุยไปคุยมากลายเป็น ถามว่าใครจะเป็นคนทำ และสิ่งที่เรา้ต้องทำ เช่น Localization , Translate หรือการสนับสนุน แล้วก็ถามว่าเราจะรวมกลุ่มยังไง แล้วมันเกี่ยวกับการเขียน Code ไหม ก็เลยนั่งถามตอบถามตอบ กันไปจนไม่ได้ประเด็นสักเท่าไร โดยผมขอเสนอ idea ใน blog นี้และ (ทั้งๆที่เขาก็ทำ wiki ให้เราช่วยเขียน แต่ผมไม่เห็น url แล้วผมจะไปเขียนยังไง (ไม่ได้ถามอีกผมผิดเองและ T-T)</p><ul><li>FOSS จะเกิดได้ส่วนหนึ่งเป็นเรื่อง Localization</li><li>FOSS จะเกิดได้จริงๆต้องให้คนใช้ตระหนักถึงสิ่งที่เขาใช้ว่ามันผิดกฎหมายนะ</li><li>FOSS จะเกิดได้จริงๆต้องชูจุดยืนได้ว่าใช้แล้วดีกว่ายังไง ?</li><li>FOSS จะเกิดได้ต้องค่อยๆครอบงำคนมากขึ้นไปเรื่อยๆ (พูดซะน่ากลัวเลยเรา)</li><li>FOSS จะเกิดได้ทางธุรกิจว่ามันตอบสนองความต้องการของ Enterprise ได้ไหม</li><li>FOSS จะเกิดได้เมื่อสังคมของคนใช้ เริ่มมีการตอบสนองและพูดถึงกันมากขึ้น</li><li>ฯลฯ</li></ul><p>โดยมันมีหลายเรื่องแต่เรื่องที่หนักที่สุดก็คือเรื่องลิขสิทธิ์ และอิสระในการใช้ ทำยังไงให้คนไทยตระหนักถึงเรื่องนี้ ซึ่งยาก คนใช้ต้องกล้าเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ สำหรับ User ปกติบางคนก็ไม่ชอบต้องเรียนอะไรใหม่บ่อยๆ ทั้งๆที่เขาใช้ของเถื่อนก็ดีอยู่แล้ว ดังนั้นเรื่องนี้พูดยากครับ แต่เราต้องเริ่มจาก Open Source ที่ดีจริงๆแล้วค่อยๆนำเสนอเพิ่มเติมขึ้นไปเรื่อยๆ   ในส่วนตัว FOSS เนี้ยสมบูรณ์ค่อนข้างมาก แต่ก็ยังมีบางตัวที่ FOSS ยังไม่สามารถแทนได้ดี ดังนั้นตอนนี้เอาแค่ <strong>&#8220;ใช้สิ่งที่มันแทนได้จริงๆก็พอ&#8221;</strong></p><h2><a
name="5">Twitter Proxy (Birdnest)</a></h2><p>หัวข้อนี้ก็มาแนะนำว่า เหตุผลที่ทำเจ้า <a
href="http://nest.onedd.net/">Birdnest</a> เนี้ยมาเพื่ออะไร โดยความต้องการเนี้ยคือการรับ Twitter จากมือถือโดยให้เสีย Cost น้อยที่สุด โดยเขาก็พูดถึงปัญหาที่เกิดว่าเจ้า Twitter เนี้ยเวลาใช้ API มันปกตินั้นมันมีข้อมูลที่เราไม่ต้องการเยอะ เขาก็เลยต้องการลด Cost ในส่วนเนี้ยโดย Optimize ไปได้เกือบ 50% ในเวลาที่ Tweet มา 20 อัน Save เงินได้มาก สำหรับการเล่น Twitter ผ่าน Mobile โดยตอนนี้ ยังใช้ได้กับ <a
href="http://sugree.com/project/jibjib">jibjib</a> เท่านั้นนะครับ แล้วมันยังแก้ปัญหาเวลา Twitter ล้มแล้วส่ง Error มานั้นจะทำให้เราเสียเงินเยอะ แต่เจ้า Birdnest เนี้ยส่งบอกมาว่า Error แค่นั้นทำให้เราเสียเงินน้อยลง</p><p>โดยส่วนตัวชอบ Idea เล็กๆนี้มากครับ แต่เขาบอกว่า Think Big , Start smaill , Scale Large ก็ต้องดูต่อไปครับ ว่า idea บรระเจิดของเขา จะมีอะไรเพิ่มเติม โดยส่วนตัว Session นี้สนุกมากครับในการนำเสนอ แต่ผมหมด idea ที่จะำนำเสนอเพราะผมก็ไม่ได้เล่น Twitter หนักและไม่เคยใช้ Twitter บน IM ด้วย T-T (idea มันเลยไม่แล้นมั้ง)</p><h2><a
name="6">Cloud Computing Discussion</a></h2><p>เรื่องนี้เป็นหัวข้อที่น่าสนใจมาก โดยหลักการแล้วคือ <strong>&#8220;Scale ด้านแนวนอนมากกว่าแก้ Infrastructure&#8221;</strong> ดังนั้นถ้าเราต้องการรองรับคนมากๆ ก็ไม่จำเป็นต้องไปแก้ Infrastructure ก็แค่เพิ่มเครื่อง แล้วเจ้า Cloud มาตอบโจทย์นี้ยังไง เพราะปกติแล้วการเริ่มต้น Website เนี้ยอาจจะยังมีคนเข้าไม่มากแต่ถ้าเกิดมันดังขึ้นมามากๆ แล้วเราก็ยังไม่มีเงินซื้อ Server มากๆมาลงทุนได้ แล้วทำไงดี ก็เช่าผู้บริการ Cloud Computing สิจะได้ไม่ต้องลงทุนสูง ได้ทรัพยากรมหาศาลมาใช้ ทำให้ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องคนใช้จำนวนมาก แล้วเราก็ทำเรื่องของ Business ของเราส่วนเรื่อง Scale เนี้ยปล่อยเป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการ โดยตอนนี้เจ้าที่ดังๆก็หนีไม่พ้น Amazon โดยเปิดบริการ S3 และ EC2 โดยหัวข้อนี้ก็ ได้เข้าใจกันมากขึ้นว่าภายใน Cloud เนี้ยเขาจะจัดการเรื่องข้อมูลให้เรา ทำการ Tuning ในทุกๆเรื่องให้เราแทน โดยปัญหาที่ถามมาน่าสนใจครับ เพราะ API ของ Amazon ไม่ยอมให้ SQL Query เข้าไปโดยตรง (มั่งนะถ้าฟังไม่ผิด) โดยเราจะหันมาใช้เอา data มาเป็น object มากขึ้น ใครสนใจเรื่อง <a
href="http://groups.google.com/group/cloud-computing?lnk=">Cloud Compting ลองเข้าไป Google Groups ของเขากันดูครับ</a></p><h2><a
name="7">RESTful Web Service and why I should care ?</a></h2><p>หัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่ผมฟังมาบ่อยมาก แต่ Session อื่นก็ไม่เป็นที่น่าสนใจ ก็เลยมาฟัง REST อีกโดยเจ้า REST เนี้ยมีข้อดีมากมายครับ ทฤษฎีของมันเข้าใจง่าย ใช้ได้จริง ทำให้ปลอดภัยได้ชัวส์ โดยมีหลักในการสร้าง Web Service แบบ RESTง่ายๆ 5 ขั้นตอนคือ</p><ol><li>ให้ทุกอย่างมี ID</li><li>เชื่อมสิ่งต่างๆเข้าด้วยกัน (ที่มันต้องอยู่ด้วยกันนะที่หมายถึง)</li><li>ใช้มาตรฐาน Http Methods (เช่น GET POST PUTS DELETE)</li><li>แหล่งข้อมูลสามารถนำเสนอได้หลายรูปแบบ (จากแหล่งเดียว) เช่น JSON , RSS , XML , HTML แล้วแต่คนที่เรียกมาจะขออะไร เราควรจะทำให้มันเรียกได้</li><li>การสื่อสารต้องเป็นแบบ Stateless (ง่ายๆคือพวก Http นั้นและ) ในแง่ของ Perfomance ที่เพิ่มขึ้น Scalable มากขึ้น Reliability มากขึ้นเพราะมันทำให้การฟื้นตัวจากบางส่วนที่ผิดพลาดได้ง่ายขึ้น</li></ol><p>โดยเจ้า RESTful เนี้ยมีข้อดีมากมายโดยข้อแตกต่างชัดเจนอย่างหนึ่งกับ SOAP ก็คือ SOAP มันมาเป็น Object (ผมชอบนะ) แต่ก็มี Overhead และโหลดได้ช้ากว่า REST มากมายครับ</p><h2><a
name="8">Project Mangement Tools Discussion</a> <a
href="http://www.dominixz.com/blog/wp-content/uploads/2008/08/star.png"><img
class="alignnone size-medium wp-image-399" style="vertical-align: middle;" title="star" src="http://www.dominixz.com/blog/wp-content/uploads/2008/08/star.png" alt="" width="32" height="32" /></a></h2><p>มานั่งคุยเรื่อง Tools กันว่าใช้อะไรในการทำ Project กันมั่งผมก็ได้รู้ เขาใช้อะไรกันมั่งแล้วบางคนก็ทำเฉพาะขึ้นมาเองเลย อย่างคุณภาวุธ ก็ทำ Tools ขึ้นมาใช้กันเองภายในองค์กร แต่ดังนี้คือสิ่งที่ผมได้รู้ได้ฟังมา</p><ul><li><a
href="http://studios.thoughtworks.com/mingle-project-intelligence">Mingle</a></li><li><a
href="http://office.microsoft.com/en-us/groove/default.aspx">Groove</a> (Microsoft)</li><li><a
href="http://www.redmine.org/">RedMine</a> (Ruby)</li><li><a
href="http://www.assembla.com/">Assembla</a> (ได้คำแนะนำจากพี่บอล)</li></ul><p>เนี้ยและครับผมนั่งฟังมาครึ่งชม. นี้คือ Tools ที่เขาใช้ในการทำงานกันจริงๆ โดยผมไม่รู้ว่าตัวไหนดียังไง เพราะไม่เคยลองสักตัวแต่เห็นแล้วรู้สึกดีกว่า <a
href="http://www.atlassian.com/software/jira/">JIRA</a> และ <a
href="http://sourceforge.net/powerbar/sfee/">Sourceforge Enterprise</a> Session นี้ก็จบได้รู้จัก Tools ดีๆแค่นี้ก็คุ้มค่าแล้วครับ ไม่ต้องเสียเวลาลองเองอันนี้เขาใช้จริงแล้วลองมาให้แล้ว</p><h2><a
name="9">Life Application Discussion</a> <a
href="http://www.dominixz.com/blog/wp-content/uploads/2008/08/star.png"><img
class="alignnone size-medium wp-image-399" style="vertical-align: middle;" title="star" src="http://www.dominixz.com/blog/wp-content/uploads/2008/08/star.png" alt="" width="32" height="32" /></a></h2><p>หัวข้อสุดท้ายนี้ต้องขอบอกว่าสนุกมากๆ เป็นหัวข้อ Discussion ที่ได้มุมมองใหม่ๆ แล้วก็รู้จักโปรแกรมใหม่ๆ แล้วก็ความเป็นจริงว่าทำไมของพวกนี้ถึงสำคัญต่อชีวิตคนทำงาน โดยผมจดมาไม่แน่ใจว่าครบไหมแต่ประมาณนี้ครับ และเรายังพูดถึง GET THINGS DONE ซึ่งหลายคนให้ความสนใจกันมาก เอาละมาดู Tools ที่พูดถึงกันครับ</p><ul><li>To-Do List<ul><li>Remember The Milk (Web-based ดีๆทำได้หลายอย่าง)</li><li>IGTD</li></ul></li><li>Mindmap<ul><li>Freemind</li><li>Mindjet Mindmanager Pro</li></ul></li><li>Money<ul><li>GnuCash</li><li>Splash Money</li><li>Microsoft Money</li></ul></li><li>Password Mangement<ul><li>Splash ID</li><li>One Password</li></ul></li><li>ช่วยหาของภายในเครื่อง<ul><li>Google Desktop</li><li>Avafind</li><li>Copernic</li></ul></li></ul><p>โดยรายละเอียดที่เราคุยกันใน Session นี้ก็ยังมีเรื่อง GTD (Get Things Done) กันด้วยโดยถ้าใครอยากได้แนวคิดของ GTD เขามี <a
href="http://omnigroup.purestatic.com/software/MacOSX/movies/OmniFocus/omnifocus_basics_medium.mov">Video ดีๆ แนะนำครับ</a> 3 Concepts 3 Steps เข้าใจง่ายจริงๆสุดยอดครับ</p><p>อ่าก็จบแล้วครับสำหรับวันที่ 2 กับ Barcamp Bangkok ผมก็ทำ Review มาได้เท่านี้ละครับ ใครที่ยังไม่เคยมา Barcamp นะครับ ก็ขอเชิญชวนว่า สนุกครับได้ความรู้กลับบ้านเยอะ แล้วยังได้เพื่อนมากมายทั้งพี่ทั้งรุ่นเดียวกันและรุ่นน้อง นะครับ แต่อย่า Get อย่างเดียวนะครับ Share ด้วยครับแล้วจะเห็นความมหัศจรรย์ของความรู้ที่เกิดขึ้น วันนี้ไปอาบน้ำนอนแล้วครับ ~ เหนื่อย ^^ แต่สนุกมากกับ Barcamp</p> Similar Posts:<ul><li><a
href="http://www.dominixz.com/blog/geek-tips/day-1-barcamp-bangkok-30-august/" rel="bookmark" title="August 31, 2008">วันแรกกับ Barcamp Bangkok</a></li><li><a
href="http://www.dominixz.com/blog/geek-tips/tnwa2008-impression/" rel="bookmark" title="August 16, 2008">ความประทับใจ Thailand Next Web Apps 2008</a></li><li><a
href="http://www.dominixz.com/blog/life-talk/twittbkk-3/" rel="bookmark" title="September 6, 2009">Twittbkk ครั้งที่ 3</a></li></ul>]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.dominixz.com/blog/geek-tips/day-2-barcamp-bangkok-31-august/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>4</slash:comments> <enclosure
url="http://omnigroup.purestatic.com/software/MacOSX/movies/OmniFocus/omnifocus_basics_medium.mov" length="12125974" type="video/quicktime" /> </item> <item><title>วันแรกกับ Barcamp Bangkok</title><link>http://www.dominixz.com/blog/geek-tips/day-1-barcamp-bangkok-30-august/</link> <comments>http://www.dominixz.com/blog/geek-tips/day-1-barcamp-bangkok-30-august/#comments</comments> <pubDate>Sat, 30 Aug 2008 17:52:14 +0000</pubDate> <dc:creator>DominixZ</dc:creator> <category><![CDATA[ข่าวเทคโนโลยี]]></category> <category><![CDATA[บทวิจารณ์]]></category> <category><![CDATA[เคล็ดลับ]]></category> <category><![CDATA[เงิน]]></category> <category><![CDATA[barcamp]]></category> <category><![CDATA[barcampbangkok]]></category> <category><![CDATA[geek]]></category> <category><![CDATA[social]]></category><guid
isPermaLink="false">http://www.dominixz.com/blog/?p=398</guid> <description><![CDATA[สวัสดีครับทุกท่านวันนี้ผมก็ตื่นออกจากบ้านรีบไปงาน Barcamp เก็บเอารายละเอียด (รูปไม่มี) มาฝากกับทุกๆท่านนะครับ โดยวันนี้ผมเข้า Session ต่างๆดังนี้เลยครับ 11:00 &#8211; Lighting Session Talk 11:30 &#8211; How to manage web project 12:00 &#8211; สงครามกลยุทธ์จีน (อะไรซักอย่าง) 12:30 &#8211; Mashup Application 14:00 &#8211; Web 2.0 strategic and market (ผมจำตัวเต็มไม่ได้) 14:30 &#8211; How to get VC for Thai IT Company 15:00 &#8211; Testing Complex Web Application 16:00 &#8211; E-commerce [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>สวัสดีครับทุกท่านวันนี้ผมก็ตื่นออกจากบ้านรีบไปงาน Barcamp เก็บเอารายละเอียด (รูปไม่มี) มาฝากกับทุกๆท่านนะครับ โดยวันนี้ผมเข้า Session ต่างๆดังนี้เลยครับ</p><p>11:00 &#8211; <a
href="#lightingsession">Lighting Session Talk</a><br
/> 11:30 &#8211; <a
href="#howtomangewebproject">How to manage web project</a><br
/> 12:00 &#8211; <a
href="#chinesewar">สงครามกลยุทธ์จีน</a> (อะไรซักอย่าง)<br
/> 12:30 &#8211; <a
href="#mashup">Mashup Application</a><br
/> 14:00 &#8211; <a
href="#webstrategicandmarket">Web 2.0 strategic and market</a> (ผมจำตัวเต็มไม่ได้)<br
/> 14:30 &#8211; <a
href="#vcforthaicompany">How to get VC for Thai IT Company</a><br
/> 15:00 &#8211; <a
href="#testcomplexwebapp">Testing Complex Web Application</a><br
/> 16:00 &#8211; <a
href="#ecommercetwopointfive">E-commerce 2.5</a><br
/> 16:30 &#8211; <a
href="#tipsforstartsmallbusiness">เกร็ดเล็ดเกร็ดน้อยในการเริ่มต้นบริษัทขนาดเล็ก</a><br
/> 17:00 &#8211; <a
href="#continuousintegration">Continuous integration</a><br
/> 17:30 &#8211; <a
href="#howtodatewithjapanesegirl">How to date with Japanese girl</a></p><p>พรุ่งนี้ยังมีอีกวันแต่วันนี้พูดเรื่องพวกนี้ที่ผมได้ฟังมาจาก Barcamp นะครับผมค่อนข้างประทับใจกับหัวข้อต่างๆที่ได้ฟังแต่ผมก็เสียอารมณ์นิดหน่อยกับการที่เวลาดูเหมือนเร่งรีบซะเหลือเกินอย่างบางหัวข้อ กำลังฟังได้ feel ก็ต้องรีบๆจบเพราะเวลากระชันชิด งั้นผมจะเล่าใ้ห้ฟังเท่าที่ผมจับใจความได้ละกันนะครับ มาเริ่มกันเลย</p><h2><a
name="lightingsession"><strong>Lighting Session Talk</strong></a></h2><p>ในส่วน Session นี้จะเป็นหัวข้อย่อยๆโดยใหู้พูดคนละ 5 นาที (อันนี้ตรงเวลาเปะๆแต่ดันเริ่ม late ไปอันนี้เวลา 5 นาทีก็เปะๆ) โดย</p><p><strong>คุณ @<a
href="http://sugree.com/">sugree</a></strong> ก็มาพูดเรื่องว่าด้วยการรวมเงิน โดยยกตัวอย่าง APC2008 ที่ผ่านไปไม่นานโดยขอเงินบริจาคให้ ผู้ที่ชนะการประกวด โดยขอเป็นจำนวนเท่าไรผมจำไม่ได้ แต่คุณ @sugree บอกว่าได้ 10k บาทภายใน 5 วันแล้วโดยสรุปเขากำลังจะทำโปรเจค Web ระดมเงินทุนบริจาึคเพื่อช่วยเหลือโครงการต่างๆ โดยตอนนี้ชื่อยังคิดไม่ออกตอนนี้เลยใช้ BSOD ย่อมาจาก Blognone , Sugree , &#8230; , Duocore ประมาณนี้ครับ</p><p><strong>คนต่อมาครับผมจำชื่อไม่ได้แต่เขาบอกว่าเป็น Joomla Expert</strong> โดยเนื้อหาไม่ได้มีอะไรเป็นการแนะนำ Joomla โดยทั่วไปครับ ผมเลยบอกว่า Joomla มี Component ให้เลือกใช้มากกว่า 2,000 ตัว Joomla มีการ Fix bug อันรวดเร็วและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง Joomla สามารถทำเป็นเว็บต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็น E-Commerce , Blog , Portal และอื่นๆึครับ โดยรวมก็แค่นี้ละครับ</p><p><strong><a
href="http://www.58bits.com/blog">Anthony Bouch</a></strong> (น่าจะชื่อนี้นะครับดูจาก blog เขา)  โดยคนนี้มาพูดเรื่อง NAnt , WiX และทำอย่างไรที่จะสร้าง utility library อย่างรวดเร็ว โดยเจ้า NAnt คล้าย Ant ของ Java เลยครับส่วนเจ้า WiX เนี้ยเป็นการสร้าง Installation Package ด้วย XML ดังนั้นพอเจ้าสองอันนี้มาผสมกันมันก็คือ &#8220;การ Build and Deploy project แบบ automate&#8221; เออแต่ขอโทษครับ Ant Java ใช้แต่ ant ตัวเดียวก็ทำได้ครับ (แต่เจ้า 2 ตัวนี้มันแยกการทำดังนั้นมันจะ edit แก้ไขและสร้างเป็นส่วนๆได้ง่ายกว่ามั้งครับ)</p><p>อันนี้ผมฟังจบแค่คุณ Anthony Bouch แล้วก็ออกมาเลยจริงๆมีคนพูดต่อแต่ผมอยากไปฟัง How to mange Web Project</p><h2><a
name="howtomangewebproject">How to mange Web Project</a> <a
href="http://www.dominixz.com/blog/wp-content/uploads/2008/08/star.png"><img
class="alignnone size-medium wp-image-399" style="vertical-align: middle;" title="star" src="http://www.dominixz.com/blog/wp-content/uploads/2008/08/star.png" alt="" width="32" height="32" /></a></h2><p>โดยหัวข้อมนี้จริงๆแล้ว ผมก็เรียนรู้มาเยอะพอสมควรแต่อยากจะเข้าไปฟังเพื่อตอกย้ำแล้วหาแนวคิดใหม่ๆ โดยคุณ DarkWingGundam พูดได้ดีมากๆเลยครับ โดยมีการเอา Process มาโชว์และอธิบายอย่างละเอียด โดยผมขอพูดแบบสรุปกันครับ โดยหัวข้อนี้ก็เหมือนสาย Software Process เลยครับแต่อันนี้เป็น Process ที่เขาใช้จริง โดยเริ่มแรกเขาจะต้องมี</p><p>TOR หรือ Terms Of Reference หรือข้อตกลงนั้นเอง โดย TOR นั้นสิ่งที่จะต้องทำในส่วนนี้คือ <strong>&#8220;จุดประสงค์ของลูกค้า&#8221; , &#8220;รายละเอียดอย่างคร่าวๆของเว็บที่เราจะทำ&#8221; , &#8221; ถามคำถามลูกค้าโดยมีเทคนิคว่าอย่าถามคำถามปลายเปิดให้ลูกค้าฟุ้งซ่าน&#8221; , &#8220;ตบ Requirement ให้นิ่ง&#8221;</strong> โดยจริงๆแล้ว Phrase นี้นั้นไม่ต่างอะไรกับ Phrase Requirement ของ SDLC ครับ</p><p>Structure Design โดยส่วนนี้จะเปรียบได้กับ Phrase Design โดยอยู่ในเรื่อง Detail Design โดยเขาพูดถึงปัญหาที่เราจะต้องทำให้ได้และหาให้เจอใน Phrase นี้คือ <strong>&#8220;ลงรายละเอียดจุกจิกให้ครบ&#8221;</strong> (จริงๆไม่ต้องครบ 100% เพียงแต่ต้อง 80-90% และต้องไม่พลาดหัวข้อหลักๆ) โดยเขาบอกว่าถ้าลงรายละเอียดไม่ดีพอ <strong>&#8220;จะงานเข้าในภายหลัง&#8221;</strong> ครับ โดยสิ่งที่เราควรคำนึ่งถึงก็ึคือฝั่งที่เป็น <strong>&#8220;คนเข้า&#8221;</strong> และฝั่งที่เป็น &#8220;คนทำ&#8221; โดยต้องตอบ Design สิ่งที่เรียกว่า Sitemap สำหรับคนเข้า และระบบสำหรับคนทำด้วย โดย Sitemap เขาให้คำแนะนำว่าทำด้วย Mindmap ก็ได้</p><p>Graphic Design คือ Phrase ถัดมาที่เขาบอกแต่จริงๆมันก็ยังอยู่ใน Phrase ของ Design โดยปกติ Designer เขาอาจจะีมีจิตนาการในหัวซึ่งเราไม่สามารถเข้าใจได้ บางครั้งในงานใหญ่ๆเราควรจะให้ Designer ไปคุยกับ User เรื่อง UI โดยตรงโดยไปเก็บ Requirement เกี่ยวกับ UI เองจะได้ไม่ผิดพลาด โดยใน Phrase ทุกๆ Phrase ที่ผ่านมานั้นต้องมีการ <strong>&#8220;เซ็นสัญญา&#8221;</strong> ทั้ง 3 Phrase เพื่อแน่ใจว่าเขาจะเอาแบบนี้จริงๆนะ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงต้องขอเงิน / เวลาเพิ่มนะ</p><p>โดยที่เหลือก็เป็นพวก Infrastructure ต่างๆที่เขาใช้ Process นี้กับการพัฒนาโดยมีพื้นฐานจาก Joomla โดยเขาแบ่งเป็น 3 ส่วนหลักๆคือ Data , Theme , Component แล้วสุดท้ายเมื่อทำเสร็จก็ให้คน Review ถ้าไม่ผ่านก็กลับมาทำใหม่ตรง Infrastructure ถ้าผ่านก็ย้ายไปเป็น Production ได้เลย <strong>โดยเขามีเทคนิคนิดหนึ่ง คือเราต้องทำให้เสร็จภายใน 70% ของเวลาที่เขาให้มา</strong> เพราะลูกค้ามักเปลี่ยนจุกจิกบ้างอย่าง ถ้าเราเอาไปให้เขาตอนหมดเวลาสุดท้ายก็ทำให้ Project ยืดเยื้อไปอีก ดังนั้นควรทำให้เสร็จภายใน 70% ของเวลาทั้งหมดที่เหลือจะได้นำมา แก้ไข้ในจุดเล็กๆน้อยให้เสร็จทันเวลา</p><h2><a
name="chinesewar">สงครามกลยุทธ์จีน</a> <a
href="http://www.dominixz.com/blog/wp-content/uploads/2008/08/star.png"><img
class="alignnone size-medium wp-image-399" style="vertical-align: middle;" title="star" src="http://www.dominixz.com/blog/wp-content/uploads/2008/08/star.png" alt="" width="32" height="32" /></a></h2><p>เขามาใน Section นี้แบบ งงๆไม่รู้จะไปไหนดีอันนี้หัวข้อแปลกๆ เลยเอาน่าเขาไปดูเพราะหัวข้ออื่น ไม่รู้จะไปฟังอะไรดีสำหรับผมนะ T-T จริงมีน่าสนใจเยอะ พอเขามาผมก็ประหลาดใจกับเจ้าของหัวข้อที่พูดได้แบบดูตื่นเต้น เร้าใจดีครับ เล่าเรื่องราวได้มันไปอีกแบบ แต่พูดเร็วในบางครั้งจับใจความไม่ทัน โดยเขาก็พูดถึง <strong>กลยุทธ์แล้วก็มาแม๊ปกับเรื่องธุรกิจ</strong> โดยผมจับใจความได้ดังนี้ครับ (ผมไม่เก่งเรื่องคำศัพท์เทคนิค แต่ก็มีการถกประเด็นนี้ขึ้นมา ซึ่งผมไม่สนใจแต่ฟังแนวคิดแล้วมันเยี่ยม)</p><ul><li>คนเก่งไม่พอต้องมี Connection</li><li>การเปลี่ยนศัตรูเป็นมิตรหรือการยอมเป็นมิตรแล้ว ค่อยหาหนทางในการครอบงำทีหลัง เป็นการสู้ที่ทำให้เราอยู่รอด มากกว่าการสู้กัน ในสมัยยุคแมนจู โดยเขายกตัวอย่างจีนกับ โรมัน</li><li>การเปิดให้คนได้ทำในสิ่งที่ต้องการและจับคนเก่งๆในด้านต่างๆมาอยู่ด้วยกันจะทำให้คนแต่ละกลุ่มเก่งขึ้นไปอีก</li><li>การจะขายของอย่าคิดว่ารู้จักกับฝ่ายบริหารแล้วเขาจะซื้อสินค้าเรา ให้เขาทางฝ่ายจัดซื้อเพราะฝ่ายจัดซื้อเป็นผู้รับอนุมัติการซื้อของ ดังนั้นถ้าเราคุยกับฝ่ายบริหารแล้วต้องไปคุยต่อกับฝ่ายจัดซื้อ เพื่อที่จะได้รู้ความต้องการของเขา เขาจะได้อนุมัติการซื้อให้เราได้ง่ายๆ ไงครับ</li><li>ระบบที่ดีทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น (จริงอย่างแรง)</li><li>สร้างทีมที่ดี จะสร้างแรงจูงใจและการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น</li><li>ปฎิหารเกิดขึ้นทุกวัน อย่าสิ้นหวัง</li><li>การพักผ่อนเพื่อให้ิจิตใจฟื้นฟู</li><li>การจะประสบความสำเร็จจะต้องมีทั้งกลยุทธ์ระยะยาว และระยะสั้น โดยระยะยาวคือจุดหมาย ส่วนระยะสั้นทำให้เราอยู่รอด</li></ul><p>สรุปคือกลยุทธ์ที่จะประสบความสำเร็จ โดยผมเชื่อว่า <strong>&#8220;ระบบดีงานจะดีตาม&#8221;</strong> แต่ความเป็นจริงคือ <strong>&#8220;ระบบที่ดีหาคนทำตามได้ยาก&#8221;</strong> ดังนั้นสร้างทีมที่ดีเลยยาก แต่ถ้าทำได้แล้วจะเหมือน <strong>&#8220;ติดจรวดกันเลย&#8221;</strong></p><h2><a
name="mashup">Mashup Application</a> <a
href="http://www.dominixz.com/blog/wp-content/uploads/2008/08/star.png"><img
class="alignnone size-medium wp-image-399" style="vertical-align: middle;" title="star" src="http://www.dominixz.com/blog/wp-content/uploads/2008/08/star.png" alt="" width="32" height="32" /></a></h2><p>โดยหัวข้อนี้ถือว่าเป็นหัวข้อที่ให้ความรู้ผมมากที่สุดในบรรดาทุก Session Barcamp ในวันนี้ โดยเจ้า Mashup ที่เขาพูดถึงเนี้ยเขาแบ่งเป็น 3 แบบตาม Wikipedia คือ Consumer Mashups , Data Mashups , Business Mashups โดยต้องขอบอกว่าเจ้าคำว่า Mashups เนี้ยเป็นคำรวมๆโดยถ้าคือ <strong>&#8220;ผสมเข้าด้วยกัน&#8221;</strong> โดยผมก็สงสัยเรื่องทำไมพวก Digg.com , Zickr.com ถึงเป็น Mashup สรุปผมก็ได้คำตอบก็คือ Mashup คือ <strong>&#8220;นำสิ่งมารวมกัน&#8221; </strong>ดังนั้นเจ้า Digg.com หรือ Zickr.com นั้นมันคือคนเอาข่าวสารมารวมกันมันเลยเป็น Mashup ดังนั้น Mashup ไม่จำเป็นต้องเป็น การนำ API , Web Service , Widget เพื่อทำให้เกิดสิ่งใหม่เท่านั้น</p><p>มันยังหมายถึงสิ่งที่นำเรื่องต่างๆผสมเข้าด้วยกันด้วย โดยประโยชน์ของ Mashup ก็คือ</p><ul><li>การรวมข้อมูล</li><li>การเพิ่ม Features ต่างๆ</li><li>เพิ่ม Usability (พวก Widget)</li><li>ทำให้เกิดความแปลกใหม่ โดยออกแรงน้อย</li></ul><p>โดยเขาแยกหมวดของ Mashup เป็น 3 หมวดใหญ่ๆคือ Web , Desktop และ Mobile โดยแบ่งเป็นดังนี้ครับ</p><p>Web คือพวก Portal , Portlet , Web Aggregator<br
/> Desktop คือพวก Widget , RIA<br
/> Mobile คือพวก Symbian , Blackberry , Android , iPhone , JavaFX</p><p>โดยยกตัวอย่างเว็บไซค์อย่าง <a
href="http://www.mixmastertube.com/">MixMasterTube</a> concept ง่ายๆคือสร้าง playlist ของ youtube ขึ้นมาได้ง่ายๆแล้วก็สนับสนุนการ Mix สำหรับงานบันเทิงต่างๆ ก็มีการใช้ Mashup จาก YouTube API ส่วนเรื่องที่พูดต่อมาคือ Mashup กับ SOA เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอีัยดมากซึ่ง ผมคิดว่าคุณ @bunthidj ยังพูดคร่าวๆ ไว้ผมต้องลองศึกษาเพิ่ม โดยเขาพูดถึงการทำให้ทางด้าน Enterprise เนี้ยทำงานกับ Mashup แล้วทำให้เกิด production ใหม่โดยใช้ web service เป็นตัวเชื่อมการทำงาน</p><p><strong>วิธีคิดทำให้เกิดสิ่งใหม่ด้วย Mashup</strong></p><p>ต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่า</p><ol><li><strong>WTF</strong> สิ่งที่ต้องทำใหม่คืออะไร เช่น อยาทำ hi5 ให้มี vote Miss Hi5 Universe</li><li><strong>New Concept</strong> ใส่ความคิดเพิ่มเข้าไป</li><li><strong>Does it need?</strong> มันเป็นสิ่งที่ต้องการหรือไม่</li><li><strong>Data Source</strong> หาแหล่งข้อมูลที่จะทำให้เกิดสิ่งใหม่</li><li><strong>Performance &amp; Scalable</strong> โดยเรื่องนี้คือสิ่งที่เราจะทำแล้วจัดหามาทำเนี้ยมันเร็วไหม แล้วก็วัดความเสถียรได้ไหม รับจำนวนมากได้ไหม แล้วโดยให้เทคนิคมานิดหนึ่งคือเราจะให้ Client เป็นคนเก็บอะไรบางอย่างแทน Server เพื่อเพิ่มความเร็วแต่อย่าลืมเวลามีอะไรเปลี่ยนแปลงที อาจจะต้องคอย update Client ทุกคน ส่วนเก็บที่ Server Client ก็อาจจะโหลดช้าหน่อยแต่อย่างน้อยก็ update สดใหม่เสมอ</li><li><strong>User Acceptance Test</strong> ให้ยูเซอร์ยอมรับ ถ้าไม่ก็กลับไปเริ่มกันใหม่ที่ WTF</li></ol><p>มาต่อกันด้วย Tools ที่ใช้ในการทำงาน Mashup คือ</p><ul><li>Dapper.net เป็น web ที่เปลี่ยน data ไปเป็น data แบบต่างๆไม่ว่าจะเป็น XML , YAML , RSS , CSV , JSON , Netvibes Module ต่างๆมากมาย ซึ่งสะดวกในการนำไปใช้อย่างมากครับ</li><li>Yahoo Pipes เป็นการนำบริการต่างๆมาต่อกันให้เกิด สิ่งใหม่ด้วย Technology Web Service , RSS ATOM โดยตอนนี้รับอะไรต่างๆที่เป็น XML ได้เท่านั้นพวก RESTful ยังอดอยู่</li><li>QED Wiki รายละเอียดตัวนี้ผมยังไม่เข้าใจ แต่บอกว่าใช้ในเชิง Business</li><li>Popfly คล้ายๆ Yahoo Pipes แต่เป็นของ Microsoft มีปัญหาใน Linux (เพราะมันต้องใช้ Silverlight)</li></ul><p><strong>เครื่องมือที่ใช้ในความเป็นจริงในการทำ Mashup</strong></p><ul><li>Google App Engine (ให้เราได้ลองผิดลองถูกมากมาย โดยไม่เสียเงิน แต่ผมเขียน python มะเป็น)</li><li>Python / Ruby / PHP (เสริมเอง)</li><li>Javascript</li><li>Adobe AIR / Silverlight</li><li>JavaFX</li></ul><p>โดยมีของคนไทยที่เป็น Mashup ก็คือ <a
href="http://www.siamearth.com/home.php?q=first">Siam Earth</a> , <a
href="http://www.zickr.com">Zickr</a> , <a
href="http://www.lullar.com">Lullar</a> (เว็บนี้ดีครับ) , <a
href="http://www.sedthink.com">SedThink</a> (มีของที่เป็น Mashup ครับ App เขาดีจริง โดยความตั้งใจคือจะทำให้มันเป็น Virtual OS) โดยการที่เรานำ Mashup ของใครมาใช้ก็พยายามให้ credit เขาด้วยนะครับ โดยบนสรุปสุดท้ายที่ผมลืมบอกก็คือมันจะ Scalibility ได้อย่างไร ? โดยคำตอบก็คือการใช้ Proxy เข้าช่วยเพื่อช่วยให้มัน Scalibility ได้มากขึ้น โดยท้ายนี้ขอลงท้ายด้วย <strong>Thailand Mashup วันที่ 8 พฤศจิกายน 2008</strong> อย่าลืมไปกันนะครับ</p><h2><a
name="webstrategicandmarket">Web 2.0 strategic and market</a> <a
href="http://www.dominixz.com/blog/wp-content/uploads/2008/08/star.png"><img
class="alignnone size-medium wp-image-399" style="vertical-align: middle;" title="star" src="http://www.dominixz.com/blog/wp-content/uploads/2008/08/star.png" alt="" width="32" height="32" /></a></h2><p>ผมเข้ามาตอนเริ่มไม่ทันมั่วแต่เลือกว่าจะเข้าห้องอะไรดี พอเข้ามาก็พูดถึงมุมมองของ GeekGuy กับ Businessman โดยฝั่ง Geek มองในมุม Innovation มากกว่าส่วน Business มองในมุมการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าและการเกิดรายได้ โดยคุณ MacroArt ได้เสนอว่า Product ที่เกิดมาทั้งหมดมีแค่บางส่วนที่เข้าถึงผู้บริโภคจำนวนมาก โดยพี่อภิศิลป์แนะนำว่าถ้าอยากทำ Web 2.0 ให้ตีตลาดนั้นควรทำดังนี้</p><ul><li>ทำ Localization เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนในแต่ละประเทศ</li><li>ทำให้สำหรับ community บางกลุ่มโดยเฉพาะ</li><li>ทำในหมวดหมู่ที่แตกต่าง (จากที่มีอยู่)</li></ul><h3><strong>ทำสินค้าที่แตกต่างได้อย่างไร ?</strong></h3><ul><li>ต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว เช่น ใช้ API</li><li>Mashup</li><li>นำของเดิมมาใส่ Concept ใหม่ เช่นใช้ Pligg เฉพาะทางเรื่องดนตรี</li><li>Innovation</li></ul><p><strong>ต่อยอดสิ่งที่มีอยู่แล้ว</strong></p><p>โดยตัวอย่างก็เห็นภาพครับ เช่น นำ api hi5 มาทำต่อเพื่ออาจจะทำ Voting System เพื่อค้นหา Hi5 Universe หรือจะทำ Collaborative filtering หรือถ้าคุณชอบคนนี้ <strong>&#8220;คนนี้คุณก็น่าจะชอบด้วย&#8221;</strong></p><p><strong>Mashup</strong></p><p>คือการนำของที่มีอยู่แล้วมาผสมกันทำให้เกิดสิ่งใหม่ โดยในตัวอย่างนี้ ก็มีเว็บชื่อ <a
href="http://www.dudewheresmyusedcar.com/">DudeWheresMyUsedCar</a> โดยได้นำ Ebay motor มาผสมกับ Google Map ทำให้เกิดสิ่งใหม่แบบนี้ เป็นต้น</p><p><strong>นำของเดิมใส่ Concept ใหม่</strong></p><p>นำสิ่งเดิมๆมาเสนอในรูปแบบใหม่ๆ โดยพี่อภิศิลป์ ได้เอา Diary60.com มาโชว์ว่าเป็นการทำ Diary โดยใช้ Podcast แล้วมี concept ที่ว่าเขาจะพูดชีวิตใน 1 วันย่อให้ฟังเหลือเพียง 1 นาที เป็นการใช้ของเดิมๆแต่ concept ใหม่ซึ่งทำให้เกิดความน่าสนใจมากขึ้นครับ</p><p>ส่วนเรื่อง Innovation หมดเวลาซะก่อนพี่อภิศิลป์ ก็บอกว่าติดตามต่อได้ใน <a
href="http://blog.macroart.net">Macroart&#8217;s Blog</a> ครับ</p><h2><a
name="vcforthaicompany">How to get Venture Capital for Thai IT Company</a></h2><p>โดยเรื่องนี้ผมขอสรุปเลยละกันครับ โดยอย่างแรกการหาคนลงทุนให้เราแบบเต็มๆนั้นยาก แล้วการสนับสนุนที่ขอแล้วได้จะเป็นเพียงหลักแสน ไม่ถึงหลักล้านโดยโอกาสที่จะได้เนี้ยต้องมีอย่างใดอย่างหนึ่งคือ สินค้าดี , นวัตกรรมใหม่ หรือมีทีมที่ดี โดยบริษัทที่เขาเคยเข้าไปพูดคุยแล้วเขาช่วยจริงๆและขอเสนอที่รับได้คือ</p><p>NIA &#8211; National Innovation Agency มีทั้งให้ยืมและิให้ฟรีโดยให้ยืมแบบดอกเบี้ย 0%<br
/> SPT &#8211; Software Park Thailand เป็นแหล่งเงินทุนและช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้ด้วย</p><p>โดยการที่เราเข้าไปหา VC เนี้ยนอกจากเรื่องเงินเนี้ย เราจะได้ Blue Money หรือพวก connection หรืออะไรต่างๆที่ทำให้เกิดการมีเงิน โดยหัวข้อนี้สรุปๆได้เพียงเท่านี้ โดยอื่นๆก็คือนอกจาก VC เนี้ยหาจะหาเงินจากทางไหนได้บาง โดยส่วนใหญ่ก็หาจาก Connection เนี้ยและ (ในเมืองไทยนะ) เพราะเราไม่มี Angel Investor จริงๆนี้น่า</p><h2><a
name="testcomplexwebapp">Testing Complex Web Application (Discussion)</a></h2><p>ในงานนี้มีแต่ฝรั่งคุยกันเราคนไทย ก็ไม่รู้จะคุยอะไร 555+ โดยเรื่องของเรื่องก็คือ เขาแนะนำว่าการ Test เนี้ยควรจะใส่ Mockup Data ที่มันประหลาดกว่าการใส่ผ่าน Form โดย Django สามารถใช้ Selenium ช่วยในเรื่อง test ได้โดยคุณผู้หญิง ก็เริ่ม discuss เรื่องปัญหาที่เกิดขึ้น (ซึ่งมันชักไม่ใช่เรื่อง test แต่เป็นเรื่องของ app ที่ผูกกันจนทำให้ test เสียเวลาจำนวนมาก และมีข้อผิดพลาดได้ง่ายเวลาเกิดการเปลี่ยนแปลง) โดยเขาบอกว่าการใส่ Timestamp เข้าไปใน database จะช่วยเรื่องในการทำ Test ได้ดีเพราะเราจะรู้ว่า data ตัวนี้เกิดขึ้นเมื่อไรแล้วมีการเปลี่ยนแปลงล่าสุดเมื่อไร (เหมือนที่ Rails ทำให้เอง)</p><p>คุณผู้หญิงปัญหาของเขาก็คือ app มันผูกกันจนทำให้เธอเสียเวลาทุกๆครั้งแม้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบเพียงเล็กน้อย เพราะมักจะเกิด bug ตลอดเวลาแก้ไข้ทำให้เธอต้องเสียเวลา run test ทุกๆครั้งเป็นเวลา 20 นาทีต่อครั้ง (แล้วคิดดูทำกันทีกี่ครั้งต่อวัน) ตอนแรกพูดไปก็ยกเรื่อง Scope of Test (หรือขอบเขตที่เราจะ test) และ User Story เพื่อแก้ไข้ปัญหา แต่คุณผู้หญิงก็อธิบายเพิ่มว่ามัน dependency กันมากทำให้เธอต้องทำ test ในทุกๆส่วน โดยสรุปแล้วปัญหามันอยู่ที่ app ไม่อำนวยเพราะ Design ไม่ดีพอที่จะทำเป็น functional test หรือ unit test บางส่วนแล้วทำให้ไม่เกิด bug ได้</p><p>โดยเขาแนะนำ tool ที่ช่วยในการ test คือ Selenium IDE และ Twill แต่สิ่งปัญหาต่อมาที่เขาถามว่า test ยังไงคือ javascript และ ajax โดยผมสรุปแล้วก็คือ เขาก็บอกว่าถ้ามีคน tools ที่สามารถ test ajax ได้จะทำให้คุณเป็นมหาเศรษฐีเลยทีเดียว (เพราะมันทำได้ยาก เพราะไหนจะต้อง test javascript framework ได้ด้วย) โดยก็จบแบบ งงๆเนี้ยและครับ</p><h2><a
name="ecommercetwopointfive">E-Commerce 2.5</a></h2><p>โดยเรื่องของ E-commerce เรื่องนี้ผมขอใส่ idea ตัวเองเสริมเขาไปละกันครับ เพราะสิ่งที่ได้ฟังมาผมจดไม่ทัน ผมรอ slide พี่ Pawoot แล้วจะมาทำความเข้าใจอีกที โดยยุค E-commerce 2.0 คือการปล่อยให้คนสร้าง community ของตัวเองได้ , มีการให้ feedback , มีการใช้ tag สำหรับสินค้า (อันนี้คือสิ่งที่เสนอ idea กันว่ามันควรมีอะไรบ้าง) โดยเขาพูดว่าการที่มันจะเป็น E-Commerce 2.0 ประกอบด้วยส่วนหลักๆดังนี้</p><ol><li>ทำยังไงให้สินค้าขายได้และบอกต่อ (สินค้าต้องดีและน่าพูดถึง)</li><li>สินค้าต้องไหลผ่าน Social มากขึ้น</li><li>จะต้องมีความเป็นนวัตกรรมใหม่มากขึ้น</li><li>เราต้องอยู่เมื่อลูกค้าต้องการและไม่อยู่เมื่อเขาไม่ต้องการ</li></ol><p>โดยก็มีการคุยและ Discussion มาและอธิบายใส่ส่วนของ Open Source Mart ที่ใช้ดีๆโดยพูดถึงคือ <a
href="http://www.magentocommerce.com/">Magento</a> และผมกับ<a
href="http://lab.tosdn.com">พี่ฟิวส์ </a>เสริมในเรื่องของ <a
href="http://www.prestashop.com/">PrestaShop</a> แล้วเขาก็พูดถึงการทำ Marketing 2.0 จาก slide เก่ามาให้ฟัง (ซึ่งผมไม่ได้จดแล้วจำไม่ได้) โดยสรุปสุดท้ายแล้วถ้าเรานำ E-Commerce 2.0 + E-Marketing 2.0 = E-Commerce 2.5 ? โดยผม share idea เสริมนิดหนึงครับว่าการสร้าง E-Commerce 2.5 มันน่าจะเกิดจาก <strong>&#8220;ที่สินค้าเดิมๆสามารถ customize ได้และยอมให้สร้างเป็น new brand ให้คนทำ affiliate ได้&#8221;</strong> แล้วก็จะ Win Win เพราะคุณได้ขายสินค้า คงนำไป customize ต่อได้และสร้าง brand (โดย software customize เนี้ยเราต้อง provide ให้เขา)</p><h2><a
name="tipsforstartsmallbusiness">เกร็ดเล็กเกร็ดในการเริ่มต้นบริษัทขนาดเล็ก</a></h2><p>จริงๆแล้วผมจะเข้าไปฝั่ง Ubuqulity แต่พอดี cancel อีกก็เลยมาฟังเรื่องนี้แทน ก็ได้ความรู้นิดหน่อยก็คือ เรื่องปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยๆ และส่วนใหญ่ๆจะพูดถึงเรื่องคนว่า เราจะวัดคนๆหนึ่งได้อย่างไร และควรให้เงินเขาเท่าไร ก็มี idea มามากมายครับ โดยปัญหายอดนิยมที่เอามายกประเด็นคุยกันคือ</p><ul><li>เทคนิค &#8211; เทคโนโลยี</li><li>คน</li><li>บัญชี &#8211; การเงิน</li><li>การบริหารจัดการ</li><li>การเติบโตหรือทดถอย</li></ul><p>โดยผมมาไม่ทันเรื่องแรก &#8220;เทคนิค-เทคโนโลยี&#8221; แต่มาพูดเรื่องคนเนี้ยยาวเลยครับ ว่าเราจะวัดยังไง บางคนก็บอกให้ใช้ดูที่ &#8220;Labtop&#8221; ว่าใช้ยี่ห้ออะไร บางคนก็บอกว่าต้องให้ลองทำงานจริง ถ้าผ่านโปรถึงจะให้เต็ม พี่วุทมีบอกถ้าผ่านโปรก็มีจ่ายย้อนหลังด้วย (ซื้อหวย) โดยประสบการณ์ที่พี่อภิศิลป์มา share คือ Pantip ครับโดยเริ่มต้นจากเงิน 2 แสนบาทอยู่ได้ 2 ปีแนะแล้วหลังๆก็เริ่มเลี้ยงตัวเองได้เรื่อยมา บางคนก็บอกใช้วิธีการเข้าไปในบริษัทแล้วค่อยๆสร้างกลุ่มแล้ว Outsource ให้บริษัทแม่</p><p>โดยเขาบอกว่าธุรกิจ IT ที่อยู่รอดมาคือ ไม่ใช่เน้นที่เงินทุนเยอะทำเร็วๆ แต่เน้นไปที่ำทำธุรกิจที่สายป่านยาวๆ แล้วไม่ต้องหวังในเรื่อง office ที่หรู่หร่าและจะทำให้รอด (low cost management) และส่วนใหญ่จะเริ่มจากกลุ่มเพื่อนๆ โดยที่ผมจดมาและจำได้ก็ประมานนี้ครับ</p><h2><a
name="continuousintegration">Continuous Integration</a> <a
href="http://www.dominixz.com/blog/wp-content/uploads/2008/08/star.png"><img
class="alignnone size-medium wp-image-399" style="vertical-align: middle;" title="star" src="http://www.dominixz.com/blog/wp-content/uploads/2008/08/star.png" alt="" width="32" height="32" /></a></h2><p>โดยต้องพูดก่อนว่าเจ้า CI (ขอเรียกย่อๆนะครับ อย่าสับสนกับ Configuration Item นะครับ) โดย CI เนี้ยเหมาะกับงานเป็นทีมครับ idea ก็คือเราจะทำยังไงให้เวลาเราโค๊ด จาก repository (พวก SVN CVS) ไปทำแล้วพอทำเสร็จกลับมา แล้วจะนำไป commit ใน repository ตามเดิมแล้ว เราก็ต้องการรู้ว่า code ของเรานั้นมีผลอะไรกับ software รึเปล่า ดังนั้นเจ้า CI นี้ก็เป็น concept หนึ่งที่มาช่วยแก้ปัญหานี้ (จะสังเกตุได้ว่าต้องมีการ code เป็นทีม ถึงจะเจอปัญหานี้)</p><p>ดังนั้นเขาก็เลยพูดว่าการจะทำ Continuous Integration นั้นต้องการอะไรบ้าง</p><ul><li>Source Control Repository Monitor</li><li>Code Standard Check (Optional)</li><li>Unit Testing</li><li>Code Test Coverage</li><li>Fuctional Testing</li><li>Build</li><li>Deployment</li><li>Result Notification</li></ul><p>โดยถ้าอยากจะทำ CI จะต้องทำพวกนี้ถึงจะเกิดผล โดยเขามี Recipe ของตัวเองที่ทำขึ้นมาลองจริงคือ</p><ul><li>buildbot (ตัว build)</li><li>django</li><li>nose test (unit testing tool ของ python)</li><li>figleaf (functional testing)</li><li>selenium rc (web ui test tool ส่วนหนึ่งของ functional testing)</li><li>django patch for running selenium</li></ul><p>โดยการทำงานนั้นก็คือเมื่อเราเปลี่ยนแปลง code เสร็จนั้นจะทำการสร้างอะไรที่เกี่ยวข้องต่างๆให้เรา แล้วนำไปวางบน repository ให้เราเสร็จแล้วรายงานผลการ test ในส่วนต่างๆให้เรารู้ ประโยชน์ก็คือ เราสามารถรู้ได้ทันทีว่า code ที่เราใส่ไปนั้นมีผลต่อระบบ เ่ช่นไร ดังนั้นเมื่อมันเกิดปัญหาเราก็สามารถกลับไปใช้ code ตัวเก่าได้จากความสามารถของ Repository อย่าง CVS SVN รวมถึงอาจจะรู้สาเหตุแล้วนำมาแก้ไข้แล้ว commit code เข้าไปใหม่ได้</p><h2><a
name="howtodatewithjapanesegirl">How to date Japanese Girl</a></h2><p>หัวข้อสุดท้ายแล้วครับ คนดูเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกก แล้วก็สนุกมากๆด้วยครับ โดยผมได้มา 2 คำคือ Kimoi อ่านว่า กิ-โม-อิ (ไม่ใช่กิโมจิ ในหนังนะ) แล้วก็ Uzai (อันนี้จำมิได้) แต่คำแรกแปลว่า รู้สึกแย่ ส่วนคำสองคือ น่ารำคาญ แล้วก็ Daijoubu ที่แปลว่า Are you ok ? โดยผมก็ได้แต่คำศัพท์นี้และครับ แล้วก็จำได้นิดหน่อยๆเกี่ยวกับ Japanese Girl โดยสาวญี่ปุ่นโสดที่อยู่ในเมืองไทยจะอยู่ ทองหล่อแล้วก็ซอยรางน้ำ โดยเฉพาะสุขุมวิท 33 (เขาบอกมางี้อะนะ จากหญิงญี่ปุ่นแท้ๆ) แล้วจะชอบไป pub , bar ที่ดังๆ ดังนั้นถ้าอยากเจอสาวญี่ปุ่นก็แถวนั้นได้เลย แต่เขาก็บอกมาว่าสาวญี่ปุ่นเป็นอย่างไรชอบอย่างไร ?</p><ul><li>สาวญี่่ปุ่นไม่ชอบให้ต่อแยมากเหมือน &#8220;stalker&#8221; หรือผู้ย่องตาม</li><li>ไม่ชอบคำถาม &#8220;ทำอะไรอยู่&#8221; หรือ SMS ที่ถามว่าทำอะไรอยู่ มันน่ารำคาญ</li><li>ชอบผู้ชายที่มีเมตตาจริงๆไม่ใช่เสแสร้ง</li></ul><p>ผมจำได้ประมาณนี้มีใครจำอะไรได้บ้างครับ แล้วเขาก็ปิดท้ายว่า <strong>&#8220;สาวญี่ปุ่นในไทยไม่เหมือนสาวที่ญี่ปุ่น แต่ก็เป็นชาวญี่ปุ่นนะ&#8221;</strong> โดย session นี้สนุกและข้ำกันสุดเลยครับ</p> Similar Posts:<ul><li><a
href="http://www.dominixz.com/blog/geek-tips/day-2-barcamp-bangkok-31-august/" rel="bookmark" title="September 1, 2008">วันที่สอง Barcamp Bangkok</a></li><li><a
href="http://www.dominixz.com/blog/life-talk/friend-office-dgm59/" rel="bookmark" title="December 1, 2010">เยี่ยม Office เพื่อน “DGM59”</a></li><li><a
href="http://www.dominixz.com/blog/geek-tips/design-pattern-vs-anti-pattern/" rel="bookmark" title="September 10, 2007">Design Pattern VS Anti Pattern</a></li></ul>]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.dominixz.com/blog/geek-tips/day-1-barcamp-bangkok-30-august/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>11</slash:comments> </item> <item><title>กฎง่ายๆสำหรับการเก็บเงิน</title><link>http://www.dominixz.com/blog/money/easy-method-of-saving/</link> <comments>http://www.dominixz.com/blog/money/easy-method-of-saving/#comments</comments> <pubDate>Sun, 27 Apr 2008 17:53:28 +0000</pubDate> <dc:creator>DominixZ</dc:creator> <category><![CDATA[เงิน]]></category> <category><![CDATA[lifestyle]]></category> <category><![CDATA[saving]]></category><guid
isPermaLink="false">http://www.dominixz.com/blog/?p=228</guid> <description><![CDATA[กฎง่ายๆที่ทุกคนก็ทำได้ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ โดยผมดัดแปลงจากชีวิตจริงของผม แล้วก็ผสมกับแนวคิดของคนอื่นที่ผมเคยอ่านมากันนะครับ โดยวิธีง่ายๆเลยนะครับ เก็บ 10% ของเงินที่ได้ ครับผม เช่น ได้วันละ 100 ก็เก็บวันละ 10 บาทเป็นต้นนะครับ ผมจะลองคำนวณเล่นๆให้ดูว่าถ้าเก็บตั้งแต่อายุ 5 ขวบเมื่อ 20 จะมีเงินเท่าไร ตอนอายุ 5-10 ขวบได้วันละ 20 บาทไม่ได้ในวันเสาร์และอาทิตย์และวันหยุดต่างๆ ตกเฉลี่ย 1 ปีได้เงินประมาณ 230 วัน จะได้เงินเป็น 230 x 20 = 4,600 บาทใน 1 ปีและถ้า 5 ปีคือ 4,600 x 5 = 23,000 บาทเก็บ 10% ได้ = 2,300 บาท อายุ 10-15 ปีได้วันละ 50 [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>กฎง่ายๆที่ทุกคนก็ทำได้ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ โดยผมดัดแปลงจากชีวิตจริงของผม แล้วก็ผสมกับแนวคิดของคนอื่นที่ผมเคยอ่านมากันนะครับ โดยวิธีง่ายๆเลยนะครับ <strong><span
style="color: #ff0000;">เก็บ 10% ของเงินที่ได้</span></strong> ครับผม เช่น ได้วันละ 100 ก็เก็บวันละ 10 บาทเป็นต้นนะครับ ผมจะลองคำนวณเล่นๆให้ดูว่าถ้าเก็บตั้งแต่อายุ 5 ขวบเมื่อ 20 จะมีเงินเท่าไร</p><ul><li>ตอนอายุ 5-10 ขวบได้วันละ 20 บาทไม่ได้ในวันเสาร์และอาทิตย์และวันหยุดต่างๆ ตกเฉลี่ย 1 ปีได้เงินประมาณ 230 วัน จะได้เงินเป็น 230 x 20 = 4,600 บาทใน 1 ปีและถ้า 5 ปีคือ 4,600 x 5 = 23,000 บาทเก็บ 10% ได้ = 2,300 บาท</li><li>อายุ 10-15 ปีได้วันละ 50 บาทคำนวณเหมือนเดิมครับเอาง่ายๆ 230 วันเหมือนเดิมจะได้เงินปีละ 230 x 50 = 11,500 x 5 = 57,500 และ 10% คือ 5,750 บาท</li><li>อายุ 15-20 ได้วันละ 100 บาทเก็บ 10% เหมือนเดิมคิดเหมือนเดิม 230 x 100 = 23,000 x 5 = 115,000 เก็บ 10% คือ 11,500</li></ul><p>เอาแค่นี้รวมทั้งหมดคือ 2,300 + 5,750 + 11,500 = 19,550 จะเห็นว่า 20 ปีเราสามารถเก็บเงินได้ประมาณเกือบ 2 หมื่นบาทด้วยความพยายามเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อาจจะดูเหมือนค่าน้อยเหลือเกิน แต่ถ้าคุณมีรายได้เดือนละ 30,000 ละ? 10% = 3,000 x 12 x 5 = 180,000 ครบ 5 ปีก็ได้ 180,000 แล้วยังไม่รวมดอกเบี้ยอีก เอะแต่ผมยังไม่จบเท่านี้นะเรามาดูกันต่อ เสร็จแล้วถ้าเรานำไปลงทุนในออมทรัพย์แบบฝากประำจำ ก็น่าจะได้ดอกเบี้ยที่ปีละั 2-3% แล้วกี่ปีละเงินถึงจะ Double ไปเท่าตัว ?</p><p> </p><p>ถ้าปล่อยเงินนั้นทิ้งไว้เฉยๆ เช่น 100 บาทในอัตราดอกเบี้ย 2% (สมมุตินะครับ) พอผ่อนไป 1 ปีจะได้เป็น 102  บาทปีที่ 2 จะได้ 104.04 บาทและปีไปเรื่อยๆ (มีสูตรแต่ผมไม่รู้อะ คำนวนไปเรื่อยให้แทนนะครับ) โดยผมคำนวณมาคร่าวๆอยู่ที่ประมาณ 30 กว่าปีครับโห้แก่งักกันไปเลยทีเดียว แต่ถ้าเราลงทุนอยู่ในพวกตราสารหนี้แทนละ (การลงทุนมีความเสี่ยง) จะอยู่ประมาณที่ 5-7% หรืออาจจะมากกว่าครับ แล้วคราวนี้เราจะ Double เงินเราภายในกี่ปีละเอาที่ 5% ละกันอย่างมากคิดง่ายๆก็ 20 ปีจริงไหมละครับ</p><p> </p><p>แค่นำเงิน 10% มาใช้เงินต่อเงิน แค่นี้คุณอาจจะมีเงินหมื่นตั้งแต่อายุ 20 และอาจจะมีเงินแสนเมื่ออายุ 25 จากเงินลงทุนเพียง 10% ของท่านเอง <img
src='http://www.dominixz.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_wink.gif' alt=';)' class='wp-smiley' /> ถึงแม้จะเหนื่อยแต่ถ้าหัดเป็นนิสัยตอนที่คุณมีงานทำแล้ว เงิน 10% เนี้ยและจะช่วยคุณได้มากเลย แล้วอย่าเผลอนำเงิน 10% มาใช้หมดละเดียวต้องเก็บกันใหม่อีก วันนี้ผมลาไปก่อนครับ อยากให้ทุกคนมีเงินเก็บ ซื้อของที่ทุกคนอยากได้กันนะครับ <img
src='http://www.dominixz.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_wink.gif' alt=';)' class='wp-smiley' /></p> Similar Posts:<ul><li><a
href="http://www.dominixz.com/blog/geek-tips/%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%94-zitaexe-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%87/" rel="bookmark" title="February 11, 2009">กำจัด Zita.exe แบบลูกทุ่ง</a></li><li><a
href="http://www.dominixz.com/blog/review/doublewires-born-to-be-spiderman/" rel="bookmark" title="July 29, 2007">Double Wires อยากลองเป็น Spider สักครั้งไหม?</a></li><li><a
href="http://www.dominixz.com/blog/review/website/adobe-media-tv/" rel="bookmark" title="April 15, 2008">Adobe Media TV สุดยอดโปรแกรมดูทีวี</a></li></ul>]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.dominixz.com/blog/money/easy-method-of-saving/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>เรียกเงินกลับมาใช้ใหม่และจัดระเบียบบ้านด้วยการ &#8220;ขายของมือสอง&#8221;</title><link>http://www.dominixz.com/blog/money/refund-your-things/</link> <comments>http://www.dominixz.com/blog/money/refund-your-things/#comments</comments> <pubDate>Tue, 22 Apr 2008 17:20:22 +0000</pubDate> <dc:creator>DominixZ</dc:creator> <category><![CDATA[เงิน]]></category> <category><![CDATA[gogreen]]></category> <category><![CDATA[recycle]]></category> <category><![CDATA[refund]]></category> <category><![CDATA[sale]]></category> <category><![CDATA[secondhand]]></category><guid
isPermaLink="false">http://www.dominixz.com/blog/?p=221</guid> <description><![CDATA[วันนี้เรามา Style ชิลๆอีกแล้วเพราะตอนนี้ ชักจะหมดมุขเขียน วันนี้ผมมาเขียนการเปลี่ยนสิ่งของให้กลายเป็นเงิน ทุกท่านคงมีของที่ไม่ใช้แล้ว หรือเก็บสะสมแต่ตอนนี้ไม่สะสมแล้ว หรืออะไรต่างๆนาๆ แต่ละอย่างสามารถนำกลับมาเป็นเงินใหม่ได้ !! ต่อให้ไม่เต็มจำนวนแต่ก็ยังดีกว่าไม่มีค่าเลย คุณเคยมีแบบนี้ไหม หนังสือที่คุณเก็บไว้แล้วคิดว่าจะหยิบมาอ่านอีกแต่ไม่ได้หยิบมาปีหรือหลายปีแล้ว ของที่คุณไม่ให้ใครเด็ดขาด แต่คุณก็ไม่ยักจะมองมันซักกะหน่อย Computer รุ่นเก่าที่มั่วแต่คิดว่าไม่มีคนเอา.. ของตกยุคมากมาย ไม่ว่าจะนิตยสาร , เสื้อผ้า , หนังสือ , CD/DVD หนัง มือถือเก่าที่ตอนนี้มันตกยุคไปแล้ว แล้วคุณก็ซื้อใหม่แล้วด้วยแต่ไม่เอาไปขายสักที ครีมบำรุงผิว / โฟมล้างหน้าที่ลองครั้งเดียวก็เลิกใช้แล้ว Sheet ตอนสมัยเรียนแต่เก็บไว้เพื่ออนาคตจะมีประโยชน์ ถ้าจะให้พูดในสิ่งของที่ผมยกตัวอย่างมาก็คือของที่สามารถขายได้ กับของที่ควรจะทิ้งซะผมจะยกตัวอย่างของผมเองคือเรื่องหนังสือครับมีเยอะมาก และมีหลายเล่มที่อ่านครั้งเดียวแล้วไม่ได้อ่านอีกเลย ครั้นจะเอาไปขายที่ JJ เขาให้ประมาณ 10% ของราคาปกก็หนังสือราคา 100 บาทให้ 10 บาท.. ราคาหายมากมาย แล้วถ้าเราประกาศขายตาม thaisecondhand.com หรือแหล่งจำหน่ายสินค้าอื่นๆที่มีคนเข้ามาดูอยู่เป็นประจำ คิดว่าหนังสือ 30 เล่มจะไม่มีสักเล่มเลยหรอที่จะไม่โดนใจลูกค้า (ถ้ามันไม่ใช่หนังสือซ้ำกันอะนะ) ราคา 100 [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้เรามา Style ชิลๆอีกแล้วเพราะตอนนี้ ชักจะหมดมุขเขียน วันนี้ผมมาเขียนการเปลี่ยนสิ่งของให้กลายเป็นเงิน ทุกท่านคงมีของที่ไม่ใช้แล้ว หรือเก็บสะสมแต่ตอนนี้ไม่สะสมแล้ว หรืออะไรต่างๆนาๆ แต่ละอย่างสามารถนำกลับมาเป็นเงินใหม่ได้ !! ต่อให้ไม่เต็มจำนวนแต่ก็ยังดีกว่าไม่มีค่าเลย คุณเคยมีแบบนี้ไหม</p><ul><li>หนังสือที่คุณเก็บไว้แล้วคิดว่าจะหยิบมาอ่านอีกแต่ไม่ได้หยิบมาปีหรือหลายปีแล้ว</li><li>ของที่คุณไม่ให้ใครเด็ดขาด แต่คุณก็ไม่ยักจะมองมันซักกะหน่อย</li><li>Computer รุ่นเก่าที่มั่วแต่คิดว่าไม่มีคนเอา..</li><li>ของตกยุคมากมาย ไม่ว่าจะนิตยสาร , เสื้อผ้า , หนังสือ , CD/DVD หนัง</li><li>มือถือเก่าที่ตอนนี้มันตกยุคไปแล้ว แล้วคุณก็ซื้อใหม่แล้วด้วยแต่ไม่เอาไปขายสักที</li><li>ครีมบำรุงผิว / โฟมล้างหน้าที่ลองครั้งเดียวก็เลิกใช้แล้ว</li><li>Sheet ตอนสมัยเรียนแต่เก็บไว้เพื่ออนาคตจะมีประโยชน์</li></ul><p>ถ้าจะให้พูดในสิ่งของที่ผมยกตัวอย่างมาก็คือของที่สามารถขายได้ กับของที่ควรจะทิ้งซะผมจะยกตัวอย่างของผมเองคือเรื่องหนังสือครับมีเยอะมาก และมีหลายเล่มที่อ่านครั้งเดียวแล้วไม่ได้อ่านอีกเลย ครั้นจะเอาไปขายที่ JJ เขาให้ประมาณ 10% ของราคาปกก็หนังสือราคา 100 บาทให้ 10 บาท.. ราคาหายมากมาย แล้วถ้าเราประกาศขายตาม thaisecondhand.com หรือแหล่งจำหน่ายสินค้าอื่นๆที่มีคนเข้ามาดูอยู่เป็นประจำ คิดว่าหนังสือ 30 เล่มจะไม่มีสักเล่มเลยหรอที่จะไม่โดนใจลูกค้า (ถ้ามันไม่ใช่หนังสือซ้ำกันอะนะ) ราคา 100 บาทผมขาย 50% เพียง 50 แค่นี้ผมก็เท่ากับไปขายที่ JJ ตั้ง 5 เล่มแนะแต่ขายเพียงเล่มเดียว</p><p>อันนั้นทุกคนคงรู้แล้วว่าเราควรขายของที่ไม่ใช้หรือไม่จำเป็นทิ้งซะ เพื่อ Refund เงินคือก่อนที่มันจะกลายเป็นของทิ้ง <img
src='http://www.dominixz.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> แล้วของที่ต้องทิ้งละทำไงกับมันดี ผมบอกได้เลยถ้าคุณคิดอะไรไม่ออกให้ <strong><span
style="color: #ff0000;">&#8220;ทิ้งซะ&#8221;</span></strong> ก่อนทิ้งก็ตรวจสอบก่อนว่าเป็นเอกสารสำคัญหรือไม่ แต่ช้าก่อนถ้าคุณมีหัวทางด้านการพับกระดาษหรือ DIY คุณคงคิดอะไรออกเยอะแยะนะอย่างกระดาษ Sheet สมัยตอนเรียนเนี้ยมันทำได้หลายอย่าง เช่น</p><ul><li>ที่ใส่ CD ลองดูวีดีโอที่นี้สิ <a
href="http://www.tricklife.com/view.php?id=945">How to fold a single piece of paper into a handy cd case</a></li><li>นำมา Recycle หน้าที่ยังไม่ได้เขียนลงไปมาใช้ประหยัด Go Green ด้วย</li><li>เอามาทำที่คั่นหนังสือ</li><li>นำมาหอของขวัญ (เลือกอันที่มีลายเยอะๆ แนวไปอีกแบบ)</li><li>เอาไปชั่งกิโลขายได้เงิน (แม้จะน้อยนิด)</li></ul><p>ที่เขียนในวันนี้เพื่ออยากให้ทุกคนได้ลองคิดดูว่าจริงๆเรามีของที่ไม่ใช้ตั้งมากมาย แล้วมันน่าจะนำมาเป็นเงินได้หนิแล้วเราก็เอาเงินไปหมุนซื้อของอย่างอื่นได้อีกด้วย เพราะถ้าเราจะซื้อๆๆ เพียงอย่างเดียวสักวันมันก็ต้องล้นแน่นอน เราควรจะขายแล้วซื้อของใหม่ คราวนี้ของจะได้ไม่เต็มบ้านแล้ว ยังทำให้เงินเหลือมากขึ้นเพราะไม่ต้องเอาเงินที่หาได้ไปซื้อของ เอาเงินจากของเก่าไปซื้อแทน <img
src='http://www.dominixz.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_wink.gif' alt=';)' class='wp-smiley' /></p> Similar Posts:<ul><li><a
href="http://www.dominixz.com/blog/geek-tips/cheat-sheets-manual-to-short-learn/" rel="bookmark" title="June 14, 2007">Cheat Sheets คู่มือสำคัญในการเรียนลัด</a></li><li><a
href="http://www.dominixz.com/blog/money/celebrate-1000-visitors/" rel="bookmark" title="June 26, 2007">ฉลอง 6 วัน 1,000 Visitor และมากกว่า 1900 Page Views</a></li><li><a
href="http://www.dominixz.com/blog/productivity/multitasking-or-automation/" rel="bookmark" title="April 2, 2008">คุณจะเลือก MultiTasking โดดๆหรือใช้ Automation ช่วย?</a></li></ul>]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.dominixz.com/blog/money/refund-your-things/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>0</slash:comments> </item> <item><title>มีความสุข &amp; เงินมากขึ้นด้วยวิธีเลือกซื้อ !</title><link>http://www.dominixz.com/blog/money/save-your-money/</link> <comments>http://www.dominixz.com/blog/money/save-your-money/#comments</comments> <pubDate>Fri, 11 Apr 2008 08:07:45 +0000</pubDate> <dc:creator>DominixZ</dc:creator> <category><![CDATA[เงิน]]></category><guid
isPermaLink="false">http://www.dominixz.com/blog/?p=211</guid> <description><![CDATA[ทำไมวิธีการเลือกซื้อถึงทำให้เรามีความสุขและเงินมีมากขึ้นได้ ? มากกว่าการประหยัดเพียงอย่างเดียว หลังจากที่ผมได้ทดลองมาหลายอย่างก็ค้นพบว่าการประหยัดบางครั้งทำให้เราไม่มีความสุข แถมบางทีก็เป็นการจำกัดตัวเองที่มากไป (เพราะแต่ละคนที่จะประหยัดในตอนต้นยังไม่รู้ว่าเราควรประหยัดเท่าไรดี แล้วพอเลือกตัวเลขที่มากไปทำให้ใช้จ่ายอย่างไม่เป็นสุข) แล้วการซื้อของโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง ก็จะทำให้เงินคุณหายไปแบบน้ำเลยทีเดียว ดังนั้นวันนี้เอาหลายๆกลยุทธ์มาผสมเป็นแบบของผมเอง โดยเน้นไปที่ความพึงพอใจ และความคุ้มค่า ! วิธีคิดแบบผมนี้ให้เน้นไปที่การจับจ่ายใช้ส้อยมากกว่าการที่จะเก็บเงินคุณไว้ได้อย่างไร ? ผมจะยกตัวอย่างง่ายๆ ที่ผมเปลี่ยนมาแล้วได้ผลดีทั้งความพอใจและเรื่องเงิน Oishi รสข้าวแบบขวด 20 บาทเปลี่ยนเป็น Oishi รสข้าวแบบกล่อง 10 บาท Computer ตั้งงบไว้ที่ 25,000 +-ไม่เกิน 1000 นำมาใช้งาน เล่น internet , เล่น game , photoshop ฯลฯ กล้อง Digital ตัวเก่ายังใช้ได้อยู่เพียงแต่ภาพมันไม่ชัด น่าจะเปลี่ยนเป็น Digital SLR และภาพถ่ายของเราต่อไปนี้จะได้มีคุณภาพที่เก็บไว้และ Print ออกมาดู True Internet ขนาด 2.5 Mb ราคา 1,150 บาทกับ 3.0 Mb [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>ทำไมวิธีการเลือกซื้อถึงทำให้เรามีความสุขและเงินมีมากขึ้นได้ ? มากกว่าการประหยัดเพียงอย่างเดียว หลังจากที่ผมได้ทดลองมาหลายอย่างก็ค้นพบว่าการประหยัดบางครั้งทำให้เราไม่มีความสุข แถมบางทีก็เป็นการจำกัดตัวเองที่มากไป (เพราะแต่ละคนที่จะประหยัดในตอนต้นยังไม่รู้ว่าเราควรประหยัดเท่าไรดี แล้วพอเลือกตัวเลขที่มากไปทำให้ใช้จ่ายอย่างไม่เป็นสุข) แล้วการซื้อของโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง ก็จะทำให้เงินคุณหายไปแบบน้ำเลยทีเดียว ดังนั้นวันนี้เอาหลายๆกลยุทธ์มาผสมเป็นแบบของผมเอง <span
style="color: #ff0000;"><strong>โดยเน้นไปที่ความพึงพอใจ และความคุ้มค่า ! </strong></span></p><p>วิธีคิดแบบผมนี้ให้เน้นไปที่การจับจ่ายใช้ส้อยมากกว่าการที่จะเก็บเงินคุณไว้ได้อย่างไร ? ผมจะยกตัวอย่างง่ายๆ ที่ผมเปลี่ยนมาแล้วได้ผลดีทั้งความพอใจและเรื่องเงิน</p><ul><li>Oishi รสข้าวแบบขวด 20 บาทเปลี่ยนเป็น Oishi รสข้าวแบบกล่อง 10 บาท</li><li>Computer ตั้งงบไว้ที่ 25,000 +-ไม่เกิน 1000 นำมาใช้งาน เล่น internet , เล่น game , photoshop ฯลฯ</li><li>กล้อง Digital ตัวเก่ายังใช้ได้อยู่เพียงแต่ภาพมันไม่ชัด น่าจะเปลี่ยนเป็น Digital SLR และภาพถ่ายของเราต่อไปนี้จะได้มีคุณภาพที่เก็บไว้และ Print ออกมาดู</li><li>True Internet ขนาด 2.5 Mb ราคา 1,150 บาทกับ 3.0 Mb 1,850 บาทเลือก 2.5 Mb</li><li>เดือนนี้เราเสียค่าเดินทาง 3,000 บาท</li><li>เราจะซื้อเสื้อผ้า 3 เดือน 1 ครั้งเท่านั้นครั้งละไม่เกิน 1,000 บาท  </li></ul><p>สิ่งที่ผมยกตัวอย่างนี้ผมจะไล่เป็นข้อๆนะครับ</p><ol><li><strong>ลด ละ เลิก (Reduce , Omit , Stop)</strong><br
/> เมื่อเราลดเราจะได้เงินขึ้น แล้วเราก็ยังได้สิ่งที่อยากกิน , เมื่อเราลดได้เรื่อยๆเราอาจจะละได้ ทำให้มีเงินเพิ่มไปอีก จนสุดท้ายเราหยุดที่จะกิน เราก็จะมีเงินเหลือจากการที่เราไม่กินสิ่งนั้น (แต่ไม่จำเป็นต้องเลิกแค่ละได้ก็ Happy ทั้งได้กินมีเงินเพิ่ม) หรือการรู้ตัวนั้นเองว่าจริงๆแล้วเรากินแค่กล่องเดียวก็พอละ ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม 10 บาทซื้อแบบขวด</li><li><strong>จำกัดงบ (Limitation)<br
/> </strong>บางอย่างเมื่อเราตั้งงบประมาณไว้แล้วเราอาจจะไม่ได้ของคุ้มค่าที่สุด แต่เราได้ของที่ไม่เกินงบ แล้วเราก็ Happy ที่ได้มันมาแม้ถ้ามีคนมาบอกทีหลังว่า ของที่เราซื้อมันแพงไป (อาจจะมาจากไม่รอบคอบในการค้นหาราคาสินค้า) แต่เราก็ไม่เสียเงินมากกว่านั้นเพราะเรามีการจำกัดงบไว้ ! สภาพคล่องของเงินก็ยัง Ok อยู่</li><li><strong>มีคุณค่าและคุ้มค่า (Valuable &amp; Worthy)<br
/> </strong>เมื่อเราต้องการสินค้า เราควรนึกถึงความคุ้มค่าที่เราจะเสียเงินเพื่อมัน และให้นึกถึงว่าเมื่อเราได้มันมาแล้วมันจะมีคุณค่ายังไงกับเราบ้าง (โดยไม่คิดเข้าข้างตัวเอง นึกถึงความเป็นจริงเป็นหลัก)</li><li><strong>เลือกให้เหมาะสมกับราคา (Valuable &amp; Price)<br
/> </strong>สิ่งหนึ่งที่เป็นกับดักกับหลายๆคนมากก็คือคุณค่ากับราคา ถ้าให้ยกตัวอย่างคือเสื้อราคา 200 บาทแต่เนื้อผ้าซักแล้วใส่ 3-4 ทีก็ขาดแล้ว คนเรามักจะมองที่ข้อนี้ก่อน เพราะมันดูง่ายอะไปต่อข้อหน้ากันเลย</li><li><strong>ศึกษารายละเอียด (Get details)<br
/> </strong>เมื่อเรารู้รายละเอียดมากขึ้นเราจะเลือกได้ดีขึ้น และทำให้มีวิสัยทัศน์ (Vision) มองกาลไกลได้ว่าตัวไหนที่จะอยู่ได้อีกนาน หรือตัวไหนกำลังจะตกยุค</li><li><strong>เลือกให้ถูกจุดประสงค์ของท่าน (Your Purpose)</strong><br
/> ในเมื่อเรามีวิธีทำให้ท่านมีความสุขและเหลือเงินเก็บมากขึ้น แต่มันจะไม่มีประโยชน์เท่าที่ควรถ้าเลือกซื้อผิดจุดประสงค์ เช่น ต้องการหาเสื้อใส่เท่ห์ๆ ไม่ต้องแพงมาก เนื้อผ้า ok ก็พอ แบบนี้เสื้อตัวละ 100-300 บาทน่าจะมีให้ท่านเลือกซื้อได้ ไม่จำเป็นต้องไปใส่ Billabong ของแท้ราคา 800-1500 เพื่อที่จะได้เสื้อเท่ห์ๆ เนื้อผ้าดีๆ  (แต่ถ้า Sale เหลือสัก 400-800 ก็น่าสนอยู่เหมือนกันใช่ไหม ?)</li><li><strong>แผน (Plan)<br
/> </strong>การนำรายการสินค้าที่จะซื้อมาวางแผนว่าจะซื้อเมื่อไร ยังไงผ่อนดีไหม หรือเก็บเดือนละ 2,000 บาทแล้วเอาเงินไปซื้อทีเดียว แต่ส่วนใหญ่แผนมักมีการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะถ้าต้องเก็บเงินแล้วเอาไปซื้อทีเดียว เพราะมีรุ่นที่ดีกว่า + เงินอีกนิดหน่อยก็ได้อันนี้ต้องศึกษาในเรื่องความเหมาะสมกับราคาและความคุ้มค่าอีกที</li></ol><p>แน่นอนวิธีนี้มันไม่เหมือนเป็นวิธีเก็บเงินแต่มันจะช่วย Save เงินคุณได้แน่ๆเรายังมีวิธีคิดเพิ่มเติมแนะนำอีก</p><ul><li>ซื้อเฉพาะตอนลดราคา (Buy only on Sale) โดยจะซื้อตอนลดกี่ % ก็ว่าไป</li><li>ซื้อของมือสอง (Buy second hand) มีความเสี่ยงอยู่แต่ถ้าเลือกเป็นก็คือได้ของดีราคาถูกนั้นเอง</li><li>ซื้อเฉพาะของ(เกือบ)ล้าสมัย (Buy superannuated thing) ราคาถูกแน่ๆยิ่งเป็นมือ 2 ไม่รู้จะถูกขนาดไหนถ้านำมาใช้ในวัตถุประสงค์ของคุณได้ละก็มันก็น่าสนใจ</li></ul><p>แล้วทุกท่านละมีวิธีการเลือกซื้อของอย่างไรกันบ้างครับ <img
src='http://www.dominixz.com/blog/wp-includes/images/smilies/icon_wink.gif' alt=';)' class='wp-smiley' /> ไว้จะมาเขียนใหม่นะครับ</p> Similar Posts:<ul><li><a
href="http://www.dominixz.com/blog/review/iphone-app/10-photography-retouch-app-that-great-and-free/" rel="bookmark" title="October 6, 2010">10 iPhone App ถ่ายภาพ/แต่งภาพที่ฟรีและดี</a></li><li><a
href="http://www.dominixz.com/blog/geek-tips/priority-process-get-the-best-solution-to-solve-delay-program/" rel="bookmark" title="August 21, 2007">Priority Process จัดลำดับความสำคัญเพื่อความเร็วที่เหนือกว่า</a></li><li><a
href="http://www.dominixz.com/blog/life-talk/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2-twitter-16062011-22062011/" rel="bookmark" title="June 22, 2011">เรื่องเล่า Twitter 16/06/2011 &#8211; 22/06/2011</a></li></ul>]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.dominixz.com/blog/money/save-your-money/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>2</slash:comments> </item> <item><title>รายได้แบบ Passive Income แลกด้วยความรู้,เงินทุนและความกล้า</title><link>http://www.dominixz.com/blog/money/passive-income-knowledge-brave-money/</link> <comments>http://www.dominixz.com/blog/money/passive-income-knowledge-brave-money/#comments</comments> <pubDate>Thu, 20 Sep 2007 02:10:59 +0000</pubDate> <dc:creator>DominixZ</dc:creator> <category><![CDATA[เงิน]]></category><guid
isPermaLink="false">http://www.dominixz.com/money/passive-income-knowledge-brave-money/</guid> <description><![CDATA[รายได้แบบ Passive Income เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงมากในปัจจุบันทุกคนอยากมี Passive Income แต่ทว่า Passive Income นั้นก็ไม่ได้มาง่าย โดยมากมักจะแลกด้วยเงินทุนที่สูงอยู่มาก ท่าจะให้ยกตัวอย่างให้ง่ายที่สุดคือ บ้านเช่า / ห้องเช่า โดยส่วนใหญ่ห้องเช่าจะทำธุรกิจได้ง่ายกว่า ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าคุณมีทุนน้อยการซื้อห้องเช่า 1 ห้องจาก Apartment ต่างๆหรือ Condo แล้วนำมาปล่อยเช่าอย่างน้อยก็หลายแสนบ้านถึงหลายล้านบ้าน แล้วปล่อยห้องเช่าได้ราคา 4,000 &#8211; 10,000 บาทแล้วแต่ขนาดห้อง + สถานที่ สมมุติผมลงทุน 5 แสนบ้าน ได้ค่าเช่าเดือนละ 5,000 ผมก็ต้องใช้เวลา 100 เดือนเป็นอย่างน้อยถึงจะคือทุน = 8-9 ปีฉะนั้นถามตัวคุณเองสิว่าคุ้มไหม ? คำตอบนั้นอยู่ที่ตัวคุณเอง แต่ก็ยังมีนักธุรกิจอีกหลายท่านที่มีความรู้เรื่องพวกนี้มาก จากเรื่องราวด้านบนผมพูดถึงสถานการณ์ที่ดีที่สุดแต่ยังมีปัจจัยที่เราต้องเสียอยู่มาก เช่น ภาษี , ค่าบำรุงรักษา แต่นักธุรกิจอย่างคนเขียนหนังสือ Rich Dad Poor Dad [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p><a
href="http://i381.photobucket.com/albums/oo253/myonlinebiznes/ESBI.jpg"><img
style="width: 240px; height: 249px;" title="เงิน 4 ด้าน" src="http://i381.photobucket.com/albums/oo253/myonlinebiznes/ESBI.jpg" alt="Cashflow ESBI" align="right" /></a>รายได้แบบ Passive Income เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงมากในปัจจุบันทุกคนอยากมี Passive Income แต่ทว่า Passive Income นั้นก็ไม่ได้มาง่าย โดยมากมักจะแลกด้วยเงินทุนที่สูงอยู่มาก ท่าจะให้ยกตัวอย่างให้ง่ายที่สุดคือ <strong>บ้านเช่า / ห้องเช่า </strong>โดยส่วนใหญ่ห้องเช่าจะทำธุรกิจได้ง่ายกว่า ผมยกตัวอย่างง่ายๆ</p><p>ถ้าคุณมีทุนน้อยการซื้อห้องเช่า 1 ห้องจาก Apartment ต่างๆหรือ Condo แล้วนำมาปล่อยเช่าอย่างน้อยก็หลายแสนบ้านถึงหลายล้านบ้าน แล้วปล่อยห้องเช่าได้ราคา 4,000 &#8211; 10,000 บาทแล้วแต่ขนาดห้อง + สถานที่ สมมุติผมลงทุน 5 แสนบ้าน ได้ค่าเช่าเดือนละ 5,000 ผมก็ต้องใช้เวลา 100 เดือนเป็นอย่างน้อยถึงจะคือทุน = 8-9 ปีฉะนั้นถามตัวคุณเองสิว่าคุ้มไหม ?</p><p>คำตอบนั้นอยู่ที่ตัวคุณเอง แต่ก็ยังมีนักธุรกิจอีกหลายท่านที่มีความรู้เรื่องพวกนี้มาก จากเรื่องราวด้านบนผมพูดถึงสถานการณ์ที่ดีที่สุดแต่ยังมีปัจจัยที่เราต้องเสียอยู่มาก เช่น ภาษี , ค่าบำรุงรักษา แต่นักธุรกิจอย่างคนเขียนหนังสือ Rich Dad Poor Dad ได้ใช้หลักการ <strong>&#8220;ให้มันผ่อนตัวเอง&#8221; </strong>สมมุติเป็นรายเดิม ห้อง 500,000 บาท&#8230;.</p><p>ผมดาว 100,000 บาทแล้วผ่อนต่ออีก 400,000 บาท ผมเสียดอกเบี้ยปีละ 7% = 28,000 บาท ผมให้เขาเช่าเดือนละ 5,000 บาท = 60,000 บาท หักลบกันเหลือ 32,000 = ผมใช้เวลา 3 ปี 2เดือนในการคืนทุนผม แถมผมยังมีสิทธิขายห้องๆนี้อีกไม่ต่างกับด้านบนเลย แต่ผมขายได้ก็ต้องนำไปใช้คืนที่เหลืออีก 400,000 แต่ถ้าด้านบนขายก็จะได้เต็มๆ คราวนี้อยู่ที่คุณแล้วจะเลือกแบบไหน&#8230;.</p><p>แต่ผมลืมบอกไปอย่างว่าด้านล่าง ผมสามารถนำไปลดภาษีได้ เพราะผมมีภาระที่ต้องผ่อนห้อง ดังนั้นจึงขอลดหย่อนภาษีได้ แต่ด้านบนไม่สามารถลดหย่อนภาษีจากการกู้ยืมได้&#8230;. เท่านี้ละครับขอแตกต่างๆ ผมมาเปิดโลกทัศน์ให้ทุนท่านที่มีเงินกันอีกนิดครับ&#8230;</p> Similar Posts:<ul><li><a
href="http://www.dominixz.com/blog/productivity/new-world-versus-old-world-episode1/" rel="bookmark" title="June 15, 2007">โลกสมัยเก่า vs. โลกสมัยใหม่ ตอนที่ 1</a></li><li><a
href="http://www.dominixz.com/blog/money/8-ways-to-get-money-from-doing-nothing/" rel="bookmark" title="August 6, 2007">8 วิธีให้เงินไหลมา โดยนอนอยู่นิ่งๆได้</a></li><li><a
href="http://www.dominixz.com/blog/geek-tips/web-2-0-all-paradigm-in-3-minutes/" rel="bookmark" title="August 28, 2007">นิยาม Web 2.0 แบบครบทุกอย่างภายใน 3 นาที</a></li></ul>]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.dominixz.com/blog/money/passive-income-knowledge-brave-money/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>2</slash:comments> </item> <item><title>คุณมีคุณค่าแค่ไหน ?</title><link>http://www.dominixz.com/blog/productivity/how-much-of-yourself/</link> <comments>http://www.dominixz.com/blog/productivity/how-much-of-yourself/#comments</comments> <pubDate>Tue, 11 Sep 2007 01:00:31 +0000</pubDate> <dc:creator>DominixZ</dc:creator> <category><![CDATA[เงิน]]></category> <category><![CDATA[เพิ่มศักยภาพ]]></category><guid
isPermaLink="false">http://www.dominixz.com/productivity/how-much-of-yourself/</guid> <description><![CDATA[เคยสงสัยไหมว่าตัวคุณเองมีค่าเท่าไร ? แล้วทำไมคุณถึงมีค่าแค่ตามที่เขากำหนด มันอยู่ที่อะไร แล้วจะแก้ไขได้อย่างไร วันนี้ผมมาเปิดประเด่นอีกแล้ว.. ผมจะลองถามคำถามดูเล่นๆนะครับ &#8220;CEO เป็นพนักงานขายก๋วยเตี้ยวได้ค่าจ้างเท่าไร&#8221; , &#8220;Software Engineer ทำงาน Programmer ได้เงินเท่าไร&#8221; คุณสังเกตุอะไรได้บางจากคำพวกนี้ ผมจะบอกวิธีดูคร่าวๆว่าคุณเองมีคุณค่าเท่าไร ? อาชีพที่คุณใฝ่ฝันและต้องเป็นให้ได้คืออาชีพอะไร ? แล้วตอนนี้คุณได้ทำอาชีพนั้นรึยัง ? คุณมีประสบการณ์และความสามารถพอเป็นอาชีพนั้นรึยัง ? คุณสามารถทำอะไรอื่นๆได้บาง ? คุณอยู่ที่ไหน ? ฯลฯ แต่ประเด่นที่ผมกำลังจะบอกก็คือ คนเราจะมีคุณค่ามันมาจากปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเงินทอง , ครอบครัวรัก , เพื่อนฝูงรัก , ฯลฯ อีกมากมาย แต่ในวันนี้จะพูดถึง &#8220;คุณค่าทางอาชีพ&#8221; ก็แล้วกันนะครับ หรือจะพูดให้ถูกว่าคุณมีค่าตัวเท่าไร ? ถ้าผมจะบอกนะสมมุติคุณมีความสามารถเป็นถึง CEO แต่คุณทำงาน Programmer เงินที่ควรจะได้คือเงินเท่ากับ CEO (หรือหุ้น) แต่ทำไมเราได้เงินเท่า Programmer เพราะบทบาทที่คุณเป็นอยู่นั้นคือ Programmer [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p
align="left"><img
align="right" width="174" src="http://www.schoolfoundations.org/documents/Money_2_070105143819.gif" alt="เงิน" height="266" style="width: 174px; height: 266px" title="เงิน" />เคยสงสัยไหมว่าตัวคุณเองมีค่าเท่าไร ? แล้วทำไมคุณถึงมีค่าแค่ตามที่เขากำหนด มันอยู่ที่อะไร แล้วจะแก้ไขได้อย่างไร วันนี้ผมมาเปิดประเด่นอีกแล้ว.. ผมจะลองถามคำถามดูเล่นๆนะครับ <strong>&#8220;CEO เป็นพนักงานขายก๋วยเตี้ยวได้ค่าจ้างเท่าไร&#8221;</strong> , <strong>&#8220;Software Engineer ทำงาน Programmer ได้เงินเท่าไร&#8221;</strong> คุณสังเกตุอะไรได้บางจากคำพวกนี้ ผมจะบอกวิธีดูคร่าวๆว่าคุณเองมีคุณค่าเท่าไร ?</p><ul><li><font
color="#ff6600">อาชีพที่คุณใฝ่ฝันและต้องเป็นให้ได้คืออาชีพอะไร ?</font></li><li><font
color="#ff6600">แล้วตอนนี้คุณได้ทำอาชีพนั้นรึยัง ?</font></li><li><font
color="#ff6600">คุณมีประสบการณ์และความสามารถพอเป็นอาชีพนั้นรึยัง ?</font></li><li><font
color="#ff6600">คุณสามารถทำอะไรอื่นๆได้บาง ?</font></li><li><font
color="#ff6600">คุณอยู่ที่ไหน ?</font></li><li><font
color="#ff6600">ฯลฯ</font></li></ul><p>แต่ประเด่นที่ผมกำลังจะบอกก็คือ คนเราจะมีคุณค่ามันมาจากปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเงินทอง , ครอบครัวรัก , เพื่อนฝูงรัก , ฯลฯ อีกมากมาย แต่ในวันนี้จะพูดถึง <strong>&#8220;คุณค่าทางอาชีพ&#8221;</strong> ก็แล้วกันนะครับ หรือจะพูดให้ถูกว่าคุณมีค่าตัวเท่าไร ? ถ้าผมจะบอกนะสมมุติคุณมีความสามารถเป็นถึง CEO แต่คุณทำงาน Programmer เงินที่ควรจะได้คือเงินเท่ากับ CEO (หรือหุ้น) แต่ทำไมเราได้เงินเท่า Programmer</p><p>เพราะบทบาทที่คุณเป็นอยู่นั้นคือ Programmer ดังนั้นต่อให้คุณมีคุณค่ามาก แต่ถ้าอยู่ผิดที่ ผิดเวลา มันก็ทำให้คุณค่าตัวคุณต่ำลงเหมือนกัน &#8230; ถ้าจะให้ยกตัวอย่าง อย่างชัดเจนก็คือ <strong>&#8220;ค่าตัว Programmer ที่เมืองนอกกับเมืองไทย&#8221; </strong>เงินเดือน Start ประมาณ 2 หมื่นบาท กับ 3000$ (ช่างแตกต่าง) ดังนั้นคุณคงปฎิเสธไม่ได้ว่า <font
color="#ff0000">&#8220;คุณค่าอยู่ที่สถานที่ด้วย&#8221;</font></p><p>แล้วทำไมอยู่ที่เวลา เคยเห็นไหมว่าต้อง Require ประสบการณ์ 5 ปีต่อให้คุณเก่งมาก แต่ไม่มีประสบการณ์ยากนักที่บริษัทสมัยนี้จะยอมรับคุณ ยกเว้นแต่เขาจะสามารถพิสูจน์ได้ว่า <font
color="#ff0000">&#8220;คุณทำได้จริง&#8221; <font
color="#000000">แล้วต่อให้คุณเก่งเพียงใด แต่ถ้าคุณเลือกบทบาทผิดก็จะทำให้คุณมีคุณค่าน้อยลงเช่นกัน</font></font></p><p>คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันเก่งเยอะ แต่ยืนบนบทบาทที่ต่ำกว่าตัวเองสามารถทำได้ซะส่วนใหญ่ แล้วส่วนใหญ่ไม่มีความสุขในการทำงานดังนั้นคุณค่ามันเลยลดลงเรื่อยๆ แทนที่จะมีคุณค่ามากขึ้นเรื่อยๆ แทน &#8230; ฝากข้อคิดอีกอย่างนะครับ <font
color="#ff0000">&#8220;Hero คือคนที่อยู่ถูกที่ ถูกเวลา และถูกบทบาท&#8221; </font></p> Similar Posts:<ul><li><a
href="http://www.dominixz.com/blog/productivity/my-favourite-programming-languages/" rel="bookmark" title="October 26, 2008">โปรแกรมมิ่งที่ผมชอบ <ณ ปัจจุบัน></a></li><li><a
href="http://www.dominixz.com/blog/geek-tips/to-be-godlike-programmer-30/" rel="bookmark" title="June 20, 2008">บันไดสู่ Programmer 3.0</a></li><li><a
href="http://www.dominixz.com/blog/review/web-development/iterative-process/" rel="bookmark" title="October 11, 2007">Iterative Process กระบวนการพัฒนาแบบต่อเนื่อง</a></li></ul>]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.dominixz.com/blog/productivity/how-much-of-yourself/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>3</slash:comments> </item> <item><title>Make Money with Great Advertiser</title><link>http://www.dominixz.com/blog/geek-tips/make-money-with-great-advertiser/</link> <comments>http://www.dominixz.com/blog/geek-tips/make-money-with-great-advertiser/#comments</comments> <pubDate>Fri, 24 Aug 2007 04:34:48 +0000</pubDate> <dc:creator>DominixZ</dc:creator> <category><![CDATA[บทวิจารณ์]]></category> <category><![CDATA[เคล็ดลับ]]></category> <category><![CDATA[เงิน]]></category><guid
isPermaLink="false">http://www.dominixz.com/money/make-money-with-great-advertiser/</guid> <description><![CDATA[การทำเงินเนี้ยโดยส่วนตัวที่เห็นผมเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาระหว่างการทำ Affiliate ของเมืองไทยกับ Google Adsense ผลสรุปอย่างตรงไปตรงมาก็คือผมเปลี่ยนเป็น Google Adsense จริงๆเพราะอย่างแรกคือมีสิทธิ์ทำเงินได้และไม่ทำให้ Web ผมช้า !!! ขึ้นมาก หลังจากที่ผมลองอยู่หลายตัวไม่ว่าจะเป็น SpeedyAds , Adbrite , Bidvertiser , ฯลฯ มีหลายประเด่นมากที่ต้องทำให้เอาออกในกรณีของ Bidvertiser มันจะชอบขึ้น Place ads here อะไรแนวๆนี้ซึ่งผมว่าไม่ค่อย Make Sense เท่าไรแถมโหลดช้ามาก ทำให้ผมต้องเอาออก เหมือนกับ SpeedyAds ที่ Server เดียวดีเดียวร้ายเดียวเร็วเดียวช้า ผมก็เลยไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ เพราะจะพาลทำให้ User เข้า Web ผมช้าไปด้วยเลยตัดสินใจเอาออกอีก !! ซึ่งหลังจากที่ผมทำมาหลายที่ผมว่าถ้าชอบ CPC (Cost Per Click) ผมยังไงๆอยู่ในเมืองไทยผมก็ว่า Adsense ดูดีเนื่องจากไม่ต้องใช้ Traffic มากมายเหมือน Nipa [...]]]></description> <content:encoded><![CDATA[<p>การทำเงินเนี้ยโดยส่วนตัวที่เห็นผมเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาระหว่างการทำ <strong>Affiliate</strong> ของเมืองไทยกับ <strong>Google Adsense</strong> ผลสรุปอย่างตรงไปตรงมาก็คือผมเปลี่ยนเป็น <strong>Google Adsense</strong> จริงๆเพราะอย่างแรกคือมีสิทธิ์ทำเงินได้และไม่ทำให้ <font
color="#ff0000"><strong>Web ผมช้า !!! ขึ้นมาก </strong></font><font
color="#000000">หลังจากที่ผมลองอยู่หลายตัวไม่ว่าจะเป็น <strong>SpeedyAds , Adbrite , </strong><a
href="http://www.dominixz.com/review/website/website-review-bidvertiser/"><strong>Bidvertiser</strong></a> , ฯลฯ </font></p><p><font
color="#000000">มีหลายประเด่นมากที่ต้องทำให้เอาออกในกรณีของ Bidvertiser มันจะชอบขึ้น Place ads here อะไรแนวๆนี้ซึ่งผมว่าไม่ค่อย Make Sense เท่าไรแถมโหลดช้ามาก ทำให้ผมต้องเอาออก เหมือนกับ SpeedyAds ที่ Server เดียวดีเดียวร้ายเดียวเร็วเดียวช้า ผมก็เลยไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ เพราะจะพาลทำให้ User เข้า Web ผมช้าไปด้วยเลยตัดสินใจเอาออกอีก !!</font></p><p>ซึ่งหลังจากที่ผมทำมาหลายที่ผมว่าถ้าชอบ <strong>CPC (Cost Per Click)</strong> ผมยังไงๆอยู่ในเมืองไทยผมก็ว่า Adsense ดูดีเนื่องจากไม่ต้องใช้ Traffic มากมายเหมือน Nipa โดยต้องมี Unique IP มากกว่า 1000 คนต่อวันหรือใกล้เคียงซึ่งสำหรับ Dominixz ก็คงอีกยาวไกลครับตอนนี้ผมเลยทำ Google Adsense แล้วปรับให้ใช้คำภาษาอังกฤษมากขึ้นมันจะได้โหลด Ads ที่ดีๆขึ้นมาบาง</p><p
style="font-weight:bold">โดยส่วนตัวผมจะใส่เพียง 1 ที่เท่านั้นเพื่อป้องกันขึ้น Gulf Hurricane จุดอื่นๆจะได้ไม่ว่างไปดื้อๆ ผมเลยเน้นหาประโยชน์ส่วนตัว 2/4 ส่วนครึ่งๆกะ User ละกันดังนั้นการทำงานของผมคือเวลาคุณทำ Blog ให้คุณคิดว่าคุณเป็น User แล้วเข้ามาบ่อยๆการวาง Ads อย่างไรที่พอยอมรับได้แล้วไม่ดูกระหายอยากได้เงินมาก (ซึ่งผมก็เคยเป็นอย่างนั้น) ดังนั้นผมพอจะสรุปคราวๆกับการทำเงินกับ Advertiser ที่ดีนั้นประกอบด้วย</p><ul><li>คู่ค้าของคุณจะต้องเร็ว , มีเสถียรภาพสูงและน่าเชื่อถือ Google , Amazon , Chitika , <a
href="http://tinyurl.com/33yoad">TLA</a></li><li>การ Customize Ads จะต้องทำได้สูงพอสมควร</li><li>มีคนเขียนบทความถึงบ่อยๆเพื่อที่คุณจะได้ศึกษาได้อย่างถูกต้อง</li><li>คุณต้องเลือก Advertiser ที่เหมาะสมกับคุณ เช่น คุณเขียนเกี่ยวกับ Com แต่ดันรับ Advertiser เป็นรับเหมาสิ่งก้อสร้าง ถึงคุณจะได้เงินก็จริงแต่สักวันเขาจะต้องออกเพราะมันไม่เหมาะสมกับธุรกิจเขา (ถ้าเราให้คำปรึกษาจะดู Professional มากขึ้น)</li><li>จงมีการกำหนดราคาอย่างเหมาะสมกับ Traffic ที่เขาจะได้ (ผมต้องไปปรับปรุงเพราะคิดไม่ค่อยออก)</li></ul><p>ตอนนี้จะสังเกตุว่าผมตั้งขายหาคนสนับสนุน อยู่อย่างว่าครับเว็บผมก็เสียเฉลี่ยปีละประมาณ 700 บาทแล้วยังมีเว็บอื่นๆที่กำลังจะตามมาการรีบหาสนับสนุน ผมดูเป็นการเกินตัวไปนิด แต่อย่างว่าผมยังไม่ได้ทำงาน (ไม่มีเงินเดือนประจำ) ทำให้ผมต้องลองดูอย่างน้อยก็พูดกับแม่ได้ว่าผมทำไปก็ยังได้กำไรได้นะ ซึ่งความเป็นจริงคนส่วนใหญ่ทำ Web กันก็อยากได้เงินแต่ก็ไม่ใช่สาเหตุหลักที่เขาอยากมาทำกัน (ถึงแม้ MFA จะเยอะก็ตาม)</p><p>ดังนั้นวันนี้ผมก็มาแนะหลักการง่ายๆที่จะทำให้คุณกับ Advertiser ของคุณอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้ผมต้องไปแล้วครับวันนี้สวัสดีครับ ใครมีปรับปรุงเพิ่มบอกผมได้นะครับ (บางทีผมก็ลืม)</p> Similar Posts:<ul><li><a
href="http://www.dominixz.com/blog/review/website-review-bidvertiser/" rel="bookmark" title="June 20, 2007">Website Review : Bidvertiser หรือว่าจริงๆแล้ว เราบ้า Google มากไปเอง?</a></li><li><a
href="http://www.dominixz.com/blog/review/website-review-makemany-dot-com/" rel="bookmark" title="June 21, 2007">Website Review : MakeMany.com เว็ปทำ Affliate ดีๆสำหรับคนไทย</a></li><li><a
href="http://www.dominixz.com/blog/geek-tips/are-your-seo-perfect-or-not/" rel="bookmark" title="July 26, 2007">SEO ของคุณสมบูรณ์แล้วรึยัง ??</a></li></ul>]]></content:encoded> <wfw:commentRss>http://www.dominixz.com/blog/geek-tips/make-money-with-great-advertiser/feed/</wfw:commentRss> <slash:comments>1</slash:comments> </item> </channel> </rss>
<!-- Performance optimized by W3 Total Cache. Learn more: http://www.w3-edge.com/wordpress-plugins/

Minified using disk: basic
Page Caching using disk: basic (User agent is rejected)
Database Caching using disk: basic

Served from: www.dominixz.com @ 2012-02-10 05:59:14 -->
