Archive for the 'Money' Category

กฎง่ายๆสำหรับการเก็บเงิน

กฎง่ายๆที่ทุกคนก็ทำได้ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ โดยผมดัดแปลงจากชีวิตจริงของผม แล้วก็ผสมกับแนวคิดของคนอื่นที่ผมเคยอ่านมากันนะครับ โดยวิธีง่ายๆเลยนะครับ เก็บ 10% ของเงินที่ได้ ครับผม เช่น ได้วันละ 100 ก็เก็บวันละ 10 บาทเป็นต้นนะครับ ผมจะลองคำนวณเล่นๆให้ดูว่าถ้าเก็บตั้งแต่อายุ 5 ขวบเมื่อ 20 จะมีเงินเท่าไร

  • ตอนอายุ 5-10 ขวบได้วันละ 20 บาทไม่ได้ในวันเสาร์และอาทิตย์และวันหยุดต่างๆ ตกเฉลี่ย 1 ปีได้เงินประมาณ 230 วัน จะได้เงินเป็น 230 x 20 = 4,600 บาทใน 1 ปีและถ้า 5 ปีคือ 4,600 x 5 = 23,000 บาทเก็บ 10% ได้ = 2,300 บาท
  • อายุ 10-15 ปีได้วันละ 50 บาทคำนวณเหมือนเดิมครับเอาง่ายๆ 230 วันเหมือนเดิมจะได้เงินปีละ 230 x 50 = 11,500 x 5 = 57,500 และ 10% คือ 5,750 บาท
  • อายุ 15-20 ได้วันละ 100 บาทเก็บ 10% เหมือนเดิมคิดเหมือนเดิม 230 x 100 = 23,000 x 5 = 115,000 เก็บ 10% คือ 11,500

เอาแค่นี้รวมทั้งหมดคือ 2,300 + 5,750 + 11,500 = 19,550 จะเห็นว่า 20 ปีเราสามารถเก็บเงินได้ประมาณเกือบ 2 หมื่นบาทด้วยความพยายามเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อาจจะดูเหมือนค่าน้อยเหลือเกิน แต่ถ้าคุณมีรายได้เดือนละ 30,000 ละ? 10% = 3,000 x 12 x 5 = 180,000 ครบ 5 ปีก็ได้ 180,000 แล้วยังไม่รวมดอกเบี้ยอีก เอะแต่ผมยังไม่จบเท่านี้นะเรามาดูกันต่อ เสร็จแล้วถ้าเรานำไปลงทุนในออมทรัพย์แบบฝากประำจำ ก็น่าจะได้ดอกเบี้ยที่ปีละั 2-3% แล้วกี่ปีละเงินถึงจะ Double ไปเท่าตัว ?

 

ถ้าปล่อยเงินนั้นทิ้งไว้เฉยๆ เช่น 100 บาทในอัตราดอกเบี้ย 2% (สมมุตินะครับ) พอผ่อนไป 1 ปีจะได้เป็น 102  บาทปีที่ 2 จะได้ 104.04 บาทและปีไปเรื่อยๆ (มีสูตรแต่ผมไม่รู้อะ คำนวนไปเรื่อยให้แทนนะครับ) โดยผมคำนวณมาคร่าวๆอยู่ที่ประมาณ 30 กว่าปีครับโห้แก่งักกันไปเลยทีเดียว แต่ถ้าเราลงทุนอยู่ในพวกตราสารหนี้แทนละ (การลงทุนมีความเสี่ยง) จะอยู่ประมาณที่ 5-7% หรืออาจจะมากกว่าครับ แล้วคราวนี้เราจะ Double เงินเราภายในกี่ปีละเอาที่ 5% ละกันอย่างมากคิดง่ายๆก็ 20 ปีจริงไหมละครับ

 

แค่นำเงิน 10% มาใช้เงินต่อเงิน แค่นี้คุณอาจจะมีเงินหมื่นตั้งแต่อายุ 20 และอาจจะมีเงินแสนเมื่ออายุ 25 จากเงินลงทุนเพียง 10% ของท่านเอง ;) ถึงแม้จะเหนื่อยแต่ถ้าหัดเป็นนิสัยตอนที่คุณมีงานทำแล้ว เงิน 10% เนี้ยและจะช่วยคุณได้มากเลย แล้วอย่าเผลอนำเงิน 10% มาใช้หมดละเดียวต้องเก็บกันใหม่อีก วันนี้ผมลาไปก่อนครับ อยากให้ทุกคนมีเงินเก็บ ซื้อของที่ทุกคนอยากได้กันนะครับ ;)

เรียกเงินกลับมาใช้ใหม่และจัดระเบียบบ้านด้วยการ “ขายของมือสอง”

วันนี้เรามา Style ชิลๆอีกแล้วเพราะตอนนี้ ชักจะหมดมุขเขียน วันนี้ผมมาเขียนการเปลี่ยนสิ่งของให้กลายเป็นเงิน ทุกท่านคงมีของที่ไม่ใช้แล้ว หรือเก็บสะสมแต่ตอนนี้ไม่สะสมแล้ว หรืออะไรต่างๆนาๆ แต่ละอย่างสามารถนำกลับมาเป็นเงินใหม่ได้ !! ต่อให้ไม่เต็มจำนวนแต่ก็ยังดีกว่าไม่มีค่าเลย คุณเคยมีแบบนี้ไหม

  • หนังสือที่คุณเก็บไว้แล้วคิดว่าจะหยิบมาอ่านอีกแต่ไม่ได้หยิบมาปีหรือหลายปีแล้ว
  • ของที่คุณไม่ให้ใครเด็ดขาด แต่คุณก็ไม่ยักจะมองมันซักกะหน่อย
  • Computer รุ่นเก่าที่มั่วแต่คิดว่าไม่มีคนเอา..
  • ของตกยุคมากมาย ไม่ว่าจะนิตยสาร , เสื้อผ้า , หนังสือ , CD/DVD หนัง
  • มือถือเก่าที่ตอนนี้มันตกยุคไปแล้ว แล้วคุณก็ซื้อใหม่แล้วด้วยแต่ไม่เอาไปขายสักที
  • ครีมบำรุงผิว / โฟมล้างหน้าที่ลองครั้งเดียวก็เลิกใช้แล้ว
  • Sheet ตอนสมัยเรียนแต่เก็บไว้เพื่ออนาคตจะมีประโยชน์

ถ้าจะให้พูดในสิ่งของที่ผมยกตัวอย่างมาก็คือของที่สามารถขายได้ กับของที่ควรจะทิ้งซะผมจะยกตัวอย่างของผมเองคือเรื่องหนังสือครับมีเยอะมาก และมีหลายเล่มที่อ่านครั้งเดียวแล้วไม่ได้อ่านอีกเลย ครั้นจะเอาไปขายที่ JJ เขาให้ประมาณ 10% ของราคาปกก็หนังสือราคา 100 บาทให้ 10 บาท.. ราคาหายมากมาย แล้วถ้าเราประกาศขายตาม thaisecondhand.com หรือแหล่งจำหน่ายสินค้าอื่นๆที่มีคนเข้ามาดูอยู่เป็นประจำ คิดว่าหนังสือ 30 เล่มจะไม่มีสักเล่มเลยหรอที่จะไม่โดนใจลูกค้า (ถ้ามันไม่ใช่หนังสือซ้ำกันอะนะ) ราคา 100 บาทผมขาย 50% เพียง 50 แค่นี้ผมก็เท่ากับไปขายที่ JJ ตั้ง 5 เล่มแนะแต่ขายเพียงเล่มเดียว

อันนั้นทุกคนคงรู้แล้วว่าเราควรขายของที่ไม่ใช้หรือไม่จำเป็นทิ้งซะ เพื่อ Refund เงินคือก่อนที่มันจะกลายเป็นของทิ้ง :) แล้วของที่ต้องทิ้งละทำไงกับมันดี ผมบอกได้เลยถ้าคุณคิดอะไรไม่ออกให้ “ทิ้งซะ” ก่อนทิ้งก็ตรวจสอบก่อนว่าเป็นเอกสารสำคัญหรือไม่ แต่ช้าก่อนถ้าคุณมีหัวทางด้านการพับกระดาษหรือ DIY คุณคงคิดอะไรออกเยอะแยะนะอย่างกระดาษ Sheet สมัยตอนเรียนเนี้ยมันทำได้หลายอย่าง เช่น

  • ที่ใส่ CD ลองดูวีดีโอที่นี้สิ How to fold a single piece of paper into a handy cd case
  • นำมา Recycle หน้าที่ยังไม่ได้เขียนลงไปมาใช้ประหยัด Go Green ด้วย
  • เอามาทำที่คั่นหนังสือ
  • นำมาหอของขวัญ (เลือกอันที่มีลายเยอะๆ แนวไปอีกแบบ)
  • เอาไปชั่งกิโลขายได้เงิน (แม้จะน้อยนิด)

ที่เขียนในวันนี้เพื่ออยากให้ทุกคนได้ลองคิดดูว่าจริงๆเรามีของที่ไม่ใช้ตั้งมากมาย แล้วมันน่าจะนำมาเป็นเงินได้หนิแล้วเราก็เอาเงินไปหมุนซื้อของอย่างอื่นได้อีกด้วย เพราะถ้าเราจะซื้อๆๆ เพียงอย่างเดียวสักวันมันก็ต้องล้นแน่นอน เราควรจะขายแล้วซื้อของใหม่ คราวนี้ของจะได้ไม่เต็มบ้านแล้ว ยังทำให้เงินเหลือมากขึ้นเพราะไม่ต้องเอาเงินที่หาได้ไปซื้อของ เอาเงินจากของเก่าไปซื้อแทน ;)

มีความสุข & เงินมากขึ้นด้วยวิธีเลือกซื้อ !

ทำไมวิธีการเลือกซื้อถึงทำให้เรามีความสุขและเงินมีมากขึ้นได้ ? มากกว่าการประหยัดเพียงอย่างเดียว หลังจากที่ผมได้ทดลองมาหลายอย่างก็ค้นพบว่าการประหยัดบางครั้งทำให้เราไม่มีความสุข แถมบางทีก็เป็นการจำกัดตัวเองที่มากไป (เพราะแต่ละคนที่จะประหยัดในตอนต้นยังไม่รู้ว่าเราควรประหยัดเท่าไรดี แล้วพอเลือกตัวเลขที่มากไปทำให้ใช้จ่ายอย่างไม่เป็นสุข) แล้วการซื้อของโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง ก็จะทำให้เงินคุณหายไปแบบน้ำเลยทีเดียว ดังนั้นวันนี้เอาหลายๆกลยุทธ์มาผสมเป็นแบบของผมเอง โดยเน้นไปที่ความพึงพอใจ และความคุ้มค่า !

วิธีคิดแบบผมนี้ให้เน้นไปที่การจับจ่ายใช้ส้อยมากกว่าการที่จะเก็บเงินคุณไว้ได้อย่างไร ? ผมจะยกตัวอย่างง่ายๆ ที่ผมเปลี่ยนมาแล้วได้ผลดีทั้งความพอใจและเรื่องเงิน

  • Oishi รสข้าวแบบขวด 20 บาทเปลี่ยนเป็น Oishi รสข้าวแบบกล่อง 10 บาท
  • Computer ตั้งงบไว้ที่ 25,000 +-ไม่เกิน 1000 นำมาใช้งาน เล่น internet , เล่น game , photoshop ฯลฯ
  • กล้อง Digital ตัวเก่ายังใช้ได้อยู่เพียงแต่ภาพมันไม่ชัด น่าจะเปลี่ยนเป็น Digital SLR และภาพถ่ายของเราต่อไปนี้จะได้มีคุณภาพที่เก็บไว้และ Print ออกมาดู
  • True Internet ขนาด 2.5 Mb ราคา 1,150 บาทกับ 3.0 Mb 1,850 บาทเลือก 2.5 Mb
  • เดือนนี้เราเสียค่าเดินทาง 3,000 บาท
  • เราจะซื้อเสื้อผ้า 3 เดือน 1 ครั้งเท่านั้นครั้งละไม่เกิน 1,000 บาท  

สิ่งที่ผมยกตัวอย่างนี้ผมจะไล่เป็นข้อๆนะครับ

  1. ลด ละ เลิก (Reduce , Omit , Stop)
    เมื่อเราลดเราจะได้เงินขึ้น แล้วเราก็ยังได้สิ่งที่อยากกิน , เมื่อเราลดได้เรื่อยๆเราอาจจะละได้ ทำให้มีเงินเพิ่มไปอีก จนสุดท้ายเราหยุดที่จะกิน เราก็จะมีเงินเหลือจากการที่เราไม่กินสิ่งนั้น (แต่ไม่จำเป็นต้องเลิกแค่ละได้ก็ Happy ทั้งได้กินมีเงินเพิ่ม) หรือการรู้ตัวนั้นเองว่าจริงๆแล้วเรากินแค่กล่องเดียวก็พอละ ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม 10 บาทซื้อแบบขวด
  2. จำกัดงบ (Limitation)
    บางอย่างเมื่อเราตั้งงบประมาณไว้แล้วเราอาจจะไม่ได้ของคุ้มค่าที่สุด แต่เราได้ของที่ไม่เกินงบ แล้วเราก็ Happy ที่ได้มันมาแม้ถ้ามีคนมาบอกทีหลังว่า ของที่เราซื้อมันแพงไป (อาจจะมาจากไม่รอบคอบในการค้นหาราคาสินค้า) แต่เราก็ไม่เสียเงินมากกว่านั้นเพราะเรามีการจำกัดงบไว้ ! สภาพคล่องของเงินก็ยัง Ok อยู่
  3. มีคุณค่าและคุ้มค่า (Valuable & Worthy)
    เมื่อเราต้องการสินค้า เราควรนึกถึงความคุ้มค่าที่เราจะเสียเงินเพื่อมัน และให้นึกถึงว่าเมื่อเราได้มันมาแล้วมันจะมีคุณค่ายังไงกับเราบ้าง (โดยไม่คิดเข้าข้างตัวเอง นึกถึงความเป็นจริงเป็นหลัก)
  4. เลือกให้เหมาะสมกับราคา (Valuable & Price)
    สิ่งหนึ่งที่เป็นกับดักกับหลายๆคนมากก็คือคุณค่ากับราคา ถ้าให้ยกตัวอย่างคือเสื้อราคา 200 บาทแต่เนื้อผ้าซักแล้วใส่ 3-4 ทีก็ขาดแล้ว คนเรามักจะมองที่ข้อนี้ก่อน เพราะมันดูง่ายอะไปต่อข้อหน้ากันเลย
  5. ศึกษารายละเอียด (Get details)
    เมื่อเรารู้รายละเอียดมากขึ้นเราจะเลือกได้ดีขึ้น และทำให้มีวิสัยทัศน์ (Vision) มองกาลไกลได้ว่าตัวไหนที่จะอยู่ได้อีกนาน หรือตัวไหนกำลังจะตกยุค
  6. เลือกให้ถูกจุดประสงค์ของท่าน (Your Purpose)
    ในเมื่อเรามีวิธีทำให้ท่านมีความสุขและเหลือเงินเก็บมากขึ้น แต่มันจะไม่มีประโยชน์เท่าที่ควรถ้าเลือกซื้อผิดจุดประสงค์ เช่น ต้องการหาเสื้อใส่เท่ห์ๆ ไม่ต้องแพงมาก เนื้อผ้า ok ก็พอ แบบนี้เสื้อตัวละ 100-300 บาทน่าจะมีให้ท่านเลือกซื้อได้ ไม่จำเป็นต้องไปใส่ Billabong ของแท้ราคา 800-1500 เพื่อที่จะได้เสื้อเท่ห์ๆ เนื้อผ้าดีๆ  (แต่ถ้า Sale เหลือสัก 400-800 ก็น่าสนอยู่เหมือนกันใช่ไหม ?)
  7. แผน (Plan)
    การนำรายการสินค้าที่จะซื้อมาวางแผนว่าจะซื้อเมื่อไร ยังไงผ่อนดีไหม หรือเก็บเดือนละ 2,000 บาทแล้วเอาเงินไปซื้อทีเดียว แต่ส่วนใหญ่แผนมักมีการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะถ้าต้องเก็บเงินแล้วเอาไปซื้อทีเดียว เพราะมีรุ่นที่ดีกว่า + เงินอีกนิดหน่อยก็ได้อันนี้ต้องศึกษาในเรื่องความเหมาะสมกับราคาและความคุ้มค่าอีกที

แน่นอนวิธีนี้มันไม่เหมือนเป็นวิธีเก็บเงินแต่มันจะช่วย Save เงินคุณได้แน่ๆเรายังมีวิธีคิดเพิ่มเติมแนะนำอีก

  • ซื้อเฉพาะตอนลดราคา (Buy only on Sale) โดยจะซื้อตอนลดกี่ % ก็ว่าไป
  • ซื้อของมือสอง (Buy second hand) มีความเสี่ยงอยู่แต่ถ้าเลือกเป็นก็คือได้ของดีราคาถูกนั้นเอง
  • ซื้อเฉพาะของ(เกือบ)ล้าสมัย (Buy superannuated thing) ราคาถูกแน่ๆยิ่งเป็นมือ 2 ไม่รู้จะถูกขนาดไหนถ้านำมาใช้ในวัตถุประสงค์ของคุณได้ละก็มันก็น่าสนใจ

แล้วทุกท่านละมีวิธีการเลือกซื้อของอย่างไรกันบ้างครับ ;) ไว้จะมาเขียนใหม่นะครับ

รายได้แบบ Passive Income แลกด้วยความรู้,เงินทุนและความกล้า

Cashflow ESBIรายได้แบบ Passive Income เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงมากในปัจจุบันทุกคนอยากมี Passive Income แต่ทว่า Passive Income นั้นก็ไม่ได้มาง่าย โดยมากมักจะแลกด้วยเงินทุนที่สูงอยู่มาก ท่าจะให้ยกตัวอย่างให้ง่ายที่สุดคือ บ้านเช่า / ห้องเช่า โดยส่วนใหญ่ห้องเช่าจะทำธุรกิจได้ง่ายกว่า ผมยกตัวอย่างง่ายๆ

ถ้าคุณมีทุนน้อยการซื้อห้องเช่า 1 ห้องจาก Apartment ต่างๆหรือ Condo แล้วนำมาปล่อยเช่าอย่างน้อยก็หลายแสนบ้านถึงหลายล้านบ้าน แล้วปล่อยห้องเช่าได้ราคา 4,000 - 10,000 บาทแล้วแต่ขนาดห้อง + สถานที่ สมมุติผมลงทุน 5 แสนบ้าน ได้ค่าเช่าเดือนละ 5,000 ผมก็ต้องใช้เวลา 100 เดือนเป็นอย่างน้อยถึงจะคือทุน = 8-9 ปีฉะนั้นถามตัวคุณเองสิว่าคุ้มไหม ?

คำตอบนั้นอยู่ที่ตัวคุณเอง แต่ก็ยังมีนักธุรกิจอีกหลายท่านที่มีความรู้เรื่องพวกนี้มาก จากเรื่องราวด้านบนผมพูดถึงสถานการณ์ที่ดีที่สุดแต่ยังมีปัจจัยที่เราต้องเสียอยู่มาก เช่น ภาษี , ค่าบำรุงรักษา แต่นักธุรกิจอย่างคนเขียนหนังสือ Rich Dad Poor Dad ได้ใช้หลักการ “ให้มันผ่อนตัวเอง” สมมุติเป็นรายเดิม ห้อง 500,000 บาท….

ผมดาว 100,000 บาทแล้วผ่อนต่ออีก 400,000 บาท ผมเสียดอกเบี้ยปีละ 7% = 28,000 บาท ผมให้เขาเช่าเดือนละ 5,000 บาท = 60,000 บาท หักลบกันเหลือ 32,000 = ผมใช้เวลา 3 ปี 2เดือนในการคืนทุนผม แถมผมยังมีสิทธิขายห้องๆนี้อีกไม่ต่างกับด้านบนเลย แต่ผมขายได้ก็ต้องนำไปใช้คืนที่เหลืออีก 400,000 แต่ถ้าด้านบนขายก็จะได้เต็มๆ คราวนี้อยู่ที่คุณแล้วจะเลือกแบบไหน….

แต่ผมลืมบอกไปอย่างว่าด้านล่าง ผมสามารถนำไปลดภาษีได้ เพราะผมมีภาระที่ต้องผ่อนห้อง ดังนั้นจึงขอลดหย่อนภาษีได้ แต่ด้านบนไม่สามารถลดหย่อนภาษีจากการกู้ยืมได้…. เท่านี้ละครับขอแตกต่างๆ ผมมาเปิดโลกทัศน์ให้ทุนท่านที่มีเงินกันอีกนิดครับ…

Make Money with Great Advertiser

การทำเงินเนี้ยโดยส่วนตัวที่เห็นผมเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาระหว่างการทำ Affiliate ของเมืองไทยกับ Google Adsense ผลสรุปอย่างตรงไปตรงมาก็คือผมเปลี่ยนเป็น Google Adsense จริงๆเพราะอย่างแรกคือมีสิทธิ์ทำเงินได้และไม่ทำให้ Web ผมช้า !!! ขึ้นมาก หลังจากที่ผมลองอยู่หลายตัวไม่ว่าจะเป็น SpeedyAds , Adbrite , Bidvertiser , ฯลฯ

มีหลายประเด่นมากที่ต้องทำให้เอาออกในกรณีของ Bidvertiser มันจะชอบขึ้น Place ads here อะไรแนวๆนี้ซึ่งผมว่าไม่ค่อย Make Sense เท่าไรแถมโหลดช้ามาก ทำให้ผมต้องเอาออก เหมือนกับ SpeedyAds ที่ Server เดียวดีเดียวร้ายเดียวเร็วเดียวช้า ผมก็เลยไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ เพราะจะพาลทำให้ User เข้า Web ผมช้าไปด้วยเลยตัดสินใจเอาออกอีก !!

ซึ่งหลังจากที่ผมทำมาหลายที่ผมว่าถ้าชอบ CPC (Cost Per Click) ผมยังไงๆอยู่ในเมืองไทยผมก็ว่า Adsense ดูดีเนื่องจากไม่ต้องใช้ Traffic มากมายเหมือน Nipa โดยต้องมี Unique IP มากกว่า 1000 คนต่อวันหรือใกล้เคียงซึ่งสำหรับ Dominixz ก็คงอีกยาวไกลครับตอนนี้ผมเลยทำ Google Adsense แล้วปรับให้ใช้คำภาษาอังกฤษมากขึ้นมันจะได้โหลด Ads ที่ดีๆขึ้นมาบาง

โดยส่วนตัวผมจะใส่เพียง 1 ที่เท่านั้นเพื่อป้องกันขึ้น Gulf Hurricane จุดอื่นๆจะได้ไม่ว่างไปดื้อๆ ผมเลยเน้นหาประโยชน์ส่วนตัว 2/4 ส่วนครึ่งๆกะ User ละกันดังนั้นการทำงานของผมคือเวลาคุณทำ Blog ให้คุณคิดว่าคุณเป็น User แล้วเข้ามาบ่อยๆการวาง Ads อย่างไรที่พอยอมรับได้แล้วไม่ดูกระหายอยากได้เงินมาก (ซึ่งผมก็เคยเป็นอย่างนั้น) ดังนั้นผมพอจะสรุปคราวๆกับการทำเงินกับ Advertiser ที่ดีนั้นประกอบด้วย

  • คู่ค้าของคุณจะต้องเร็ว , มีเสถียรภาพสูงและน่าเชื่อถือ Google , Amazon , Chitika , TLA
  • การ Customize Ads จะต้องทำได้สูงพอสมควร
  • มีคนเขียนบทความถึงบ่อยๆเพื่อที่คุณจะได้ศึกษาได้อย่างถูกต้อง
  • คุณต้องเลือก Advertiser ที่เหมาะสมกับคุณ เช่น คุณเขียนเกี่ยวกับ Com แต่ดันรับ Advertiser เป็นรับเหมาสิ่งก้อสร้าง ถึงคุณจะได้เงินก็จริงแต่สักวันเขาจะต้องออกเพราะมันไม่เหมาะสมกับธุรกิจเขา (ถ้าเราให้คำปรึกษาจะดู Professional มากขึ้น)
  • จงมีการกำหนดราคาอย่างเหมาะสมกับ Traffic ที่เขาจะได้ (ผมต้องไปปรับปรุงเพราะคิดไม่ค่อยออก)

ตอนนี้จะสังเกตุว่าผมตั้งขายหาคนสนับสนุน อยู่อย่างว่าครับเว็บผมก็เสียเฉลี่ยปีละประมาณ 700 บาทแล้วยังมีเว็บอื่นๆที่กำลังจะตามมาการรีบหาสนับสนุน ผมดูเป็นการเกินตัวไปนิด แต่อย่างว่าผมยังไม่ได้ทำงาน (ไม่มีเงินเดือนประจำ) ทำให้ผมต้องลองดูอย่างน้อยก็พูดกับแม่ได้ว่าผมทำไปก็ยังได้กำไรได้นะ ซึ่งความเป็นจริงคนส่วนใหญ่ทำ Web กันก็อยากได้เงินแต่ก็ไม่ใช่สาเหตุหลักที่เขาอยากมาทำกัน (ถึงแม้ MFA จะเยอะก็ตาม)

ดังนั้นวันนี้ผมก็มาแนะหลักการง่ายๆที่จะทำให้คุณกับ Advertiser ของคุณอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้ผมต้องไปแล้วครับวันนี้สวัสดีครับ ใครมีปรับปรุงเพิ่มบอกผมได้นะครับ (บางทีผมก็ลืม)

Next Page »