Archive for October, 2008

อดีต ธรรมะ และการเงิน

หลังจากที่ไม่ได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องเงินมานานแล้ว วันนี้เลยขอพูดเ้รื่องเงิน ซักหน่อยครับโดยได้แนวคิดมาจาก “ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน” แล้วก็การประยุกต์ธรรมะให้เข้ากับการใช้เงิน โดยผมขอพูดเรื่องอดีตก่อนก็แล้วกัน หลังจากที่ได้อ่านถอดรหัสลับนั้น ทำให้ผมมีมุมมองใหม่เกี่ยวกับเรื่องเงิน ไม่ว่าการจับจ่ายใช้สอย รวมถึงตัวผมเองถูกโปรแกรมอะไรติดตั้งมาบ้าง โดยในหนังสือเขา ให้เราคิดถึงว่า ในอดีตเราเคยนึุกคิดอะไรเกี่ยวกับ เงินบ้าง ไม่ว่าจะเป็น ความคิดที่ว่า “คนรวยมักเอาเปรียบ คนจน” , “เงินซื้อความสุขไม่ได้” , “คนรวยใจแคบ” หรืออะไรอื่นๆที่เกี่ยวกับเงิน

หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นว่า ทำไมเราชอบที่จะ “อยากรวย” แต่ไม่รวยสักทีมันเกิดจากสาเหตุอะไร หรือทำไมคนที่ทำเงินได้เดือนละเป็นแสน ถึงใช้หมดทุกเดือนและไม่รวยสักที จริงๆแล้วมันมาจากจิตใต้สำนึกรึเปล่า ? ผมคงพูดได้ไม่ดีเท่ากับเจ้าของหนังสือ แต่ผมจะมาจุดประเด็นว่า การใช้เงินเราในแต่ละอย่างเนี้ย เราถูกปลูกฝังไว้รึเปล่า.. ทำไมเราถึงซื้ออะไรบ้างอย่างเหมือนเราถูกตั้งโปรแกรมเอาไว้ มากกว่าที่จะใช้เหตุผล ในการตัดสินใจซื้อ เช่น ทุกครั้งที่ผมไป central ลาดพร้าวผมจะซื้อ มูลาเต้คาปูชิโน่ 1 แก้ว (แล้วมันเกือบจะอัตโนมัติจริงๆนะ) แล้วทำยังไงเราถึงจะหลุดจากอดีตและโปรแกรมนี้ได้

ผมเลยคิดต่อมาว่าจริงๆแล้วทุกๆอย่างเนี้ย เรารู้อยู่แกใจด้วยซ้ำเช่น สิ่งที่ทำให้เราเงินหายมากที่สุดคือ มูลาเต้ แต่เราก็ยังซื้อต่อไปแล้วก็กินต่อไป แล้วเงินก็หมดต่อไป จริงๆแล้วเราขาด “สติ” ซึ่งนั้นหมายความว่าคุณมีปัญญา แต่คุณไม่มีสติ เหมือนตอนนี้ที่ผมยังเป็นอยู่ แต่เสร็จแล้วทำยังไงให้เรามี “สติ” หรือเราต้องดับกิเลศก่อนมี “สติ” จริงๆคือไม่ครับเราสามารถมีสติได้ตลอด แต่สติของเรามันยังสู้กิเลศเราไม่ได้นั้นเอง เรารู้นะว่าเราจะซื้อมูลาเต้ ไม่งั้นเราจะสั่งถูกได้ไง ถ้าไม่มีสติ แต่เราไม่ระงับกิเลศ ดังนั้นถ้าเราอยากจะมีเงิน นอกจากจะต้องพยายามลบอดีต แล้วก็โปรแกรมที่โดนติดตั้งมา หรือถูกติดตั้งลงไปจากกิเลศ

เราจะต้องดับกิเลศ แล้วใช้ปัญญา เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจ แล้วความเข้าใจจะทำให้เกิดสติ เช่น ทำไมต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่ทุกเดือน ถ้าไม่ซื้อแล้วเราจะยังดูดีได้รึเปล่า ? หรือทำให้ชีวิตเราดูแย่ลงในสายตาเราไหม ? แล้วถ้าเราเอาของเก่ามา mix & match จะทำให้เขากับ trend ปัจจุบันได้ไหม ดังนั้นเรื่องพวกนี้ถ้าเราพิจารณา ก่อนจะลงมือซื้อได้นั้น เราแทบจะได้ของที่จำเป็นจริงๆเข้ามา แทนที่จะได้มาเพราะอารมณ์อยากได้เพียงชั่ววู๊บ

บ่อเกิดของการไม่มีเงิน คือ กิเลศ
บ่อเกิดของการมีเงิน คือ การมีสติ

และคำแนะนำจากหนังสือ “ถอดรหัสลับสมองเิงินล้าน” ซึ่งเป็นคำที่แสนจะเรียบง่าย

ถ้าคุณอยากรวย จงมุ่งความสนใจไปที่ การหาเงิน , การเก็บเงิน และการลงทุน
ถ้าคุณอยากจน จงมุ่งความสนใจไปที่การใ้ช้เงิน

วันนี้ลาก่อนขอให้ทุกท่านมีเงินใช้ และไม่เป็นเหยื่อของกิเลศ มากนักนะครับ :)

โปรแกรมมิ่งที่ผมชอบ <ณ ปัจจุบัน>

เอาละครับ ก็ผ่านกันมาแล้วประมาณ 1 ปีกว่าตั้งแต่เริ่ม Blog นี้ แต่ละวัน แต่ละเดือนที่ผมทำ ผมมักจะพูดอะไรมากมายเกี่ยวกับ Programming (อย่างน้อยก็มีบ้างและ) คร่าวนี้ผมจะมาวิจารณ์ภาษาที่ผมชอบแล้วแนวทางในการเลือกของผมกัน โดยผมจะเล่าความเป็นมาก่อนว่าทำไมผมถึงเลือกแต่ละภาษา

โดยเลือกถึงความจำเป็นก่อนในการพัฒนาเว็บสมัยนี้ มักจะต้องประกอบด้วยหลายภาษามากมาย ไหนจะต้องเป็นมิตรกับมาตรฐานเว็บ และไหนจะต้องเพิ่มลูกเล่นให้กับเว็บไซค์ดังนั้น เราจะต้องเรียนรู้อะไรหลายอย่างถึงจะทำเว็บได้อย่างมีมาตรฐาน โดยผมได้เลือกเล่นแบบ HTML มากกว่าเล่น Flash ดังนั้นผมเลยต้องรู้ดังนี้เป็นอย่างน้อย

  • HTML/XHTML
  • Javascript
  • CSS
  • ภาษาโปรแกรมมิ่งสักภาษาหนึ่ง

อันนี้คือสิ่งที่ผมต้องเรียน ดังนั้นจะสังเกตุว่าเรามีสิทธิ์เลือกจริงๆก็คือ ตัวภาษาโปรแกรมมิ่งสักภาษาหนึ่งนั้นเอง นอกเหนือจากนั้นก็คือพวก Framework ต่างๆที่ทำให้งานเราเสร็จเร็วขึ้นนั้นเอง โดยผมมีวิธีเลือกก็คือ “เขียนง่าย รู้สึกดี ใช้แล้วชอบ ผลงานออกมาเร็ว และก็บำรุงรักษาง่าย” ผมไม่แน่ใจว่าผมได้อิทธิพลมาจากการที่ผมเรียน Software Engineer มารึเปล่า เพราะผมเห็นเรื่องการบำรุงรักษาเป็นเรื่องใหญ่เลย แล้วก็รวมถึงการเขียนที่จะต้องส่งผลต่ออารมณ์ผู้เขียนที่ทำให้อยากเขียนไปเรื่อยๆ เพราะผมไม่ใช่ Programmer เต็มตัว แต่เป็น Software Engineer ผมเลยติดว่าทำยังไงให้ ทำผลงานได้สำเร็จอย่างรวดเร็วและได้ผลลัพธ์ที่มีมาตรฐาน และอีกนัยหนึ่งก็คือผมต้องการเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ และทำให้ผมทำงานได้อย่างมีความสุข

เอาละครับมาถึงตรงนี้ขอพูดถึงภาษาและเฟร์มเวิร์คที่ผมชอบ ณ ปัจจุบันนี้กันเลยนะครับเอาละ

  • jQuery เป็น javascript framework ที่ผมต้องพูดถึงทุกครั้ง และไม่ว่ายังไงเจ้าตัวนี้และทำให้ผมสนุกในการเขียน javascript อย่างว่าครับ มันอาจจะไม่ใช่ tools ที่สมบูรณ์นักแต่ว่า มันเป็นตัวที่เขียนง่าย รู้สึกดีัใช้แล้วชอบ ได้ผลงานเร็ว ตามที่ผมชอบ แต่อย่างไรก็ตามในเรื่องของความสมบูรณ์ของการนำ UI Component ยังใช้ยากอยู่นิดหน่อยแต่พอรับได้ และไม่อืด
  • PHP เป็นภาษาสำหรับทำงานที่จริงจัง ที่ต้องการความเร็ว ความถูกต้อง ความเป็นมาตรฐาน โดยผมมีความเคยชินกับมันพอสมควรทำให้ ผมเขียนมันได้ดีกว่า ภาษาที่ชอบอื่นๆ แต่ข้อเสียคือการเขียนมันยังไม่สวยงาม อย่างที่ผมอยากได้
  • Codeigniter เป็น Framework ที่ดีตัวหนึ่งและนิยมในต่างประเทศแต่ในไทยเขายังนิยม CakePHP กันมากกว่า เหตุผลที่ผมชอบเจ้า CI เนี้ยคือความง่าย และต่อเติมได้ง่าย แล้วเตรียมสิ่งจำเป็นพื้นฐานมาให้พร้อมแล้ว Code เขียนง่ายเพราะยังใช้แบบเดิมๆไถไปได้ง่าย เกิดเว็บได้เร็ว แต่เสียดายที่ยังขาด Object Relational Mapping ซึ่งถ้ามีเจ้าตัวนี้ผมว่า CI เป็น Framework ที่ดีที่สุดสำหรับผมเลยก็ว่าได้
  • CSS เป็นสิ่งที่ผมไม่ได้คิดจะอยากเป็นหรอกครับ แต่มันจำเป็นในการทำเว็บซึ่งพอเขียนไปเรื่อยๆ ก็จะรู้ว่ามันไม่ได้ยากมาก แถมรู้สึกสนุกอีกตะหากเมื่อใช้กับ jQuery CSS เนี้ยเอาไว้จัดหน้าตาต่างๆในเว็บและมันเป็นมาตรฐาน ซึ่งเมื่อทำเป็นแล้ว คุณจะรักมันครับ เพราะมันทำให้ Code XHTML/HTML ของคุณสวยงามมาก
  • Ruby เป็นภาษารัก ภาษาใหม่ซึ่งผมชอบที่ความสวยงามของภาษา และการเขียนที่สนับสนุนการทำ DRY (Don’t Repeat Yourself) ข้อดีมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาษาที่ทำให้ code เราอ่านเหมือนภาษาอังกฤษ ทำให้เรื่องการบำรุงรักษาง่ายขึ้นมากแถมยังเพิ่มขีดความสามารถในการทำงาน (productivity) เพราะมันเขียนน้อยได้เยอะเนี้ยและ
  • Ruby on Rails เป็น Framework ทำเว็บสำหรับ Ruby ซึ่งข้อดีมันจะเกิดขึ้นต่อเมื่อเราเป็นแล้วนั้นเอง Rails เป็น Framework ที่เยี่ยมยอดมากครับ ถ้าเราเข้าในใน Concept แล้วก็วิธีการใช้งานแล้ว คุณจะรักมันครับ แต่ข้อเสียก็เยอะอยู่ Learning Curve ช่วงแรกถือว่ายาก พอสมควรเลยครับ แถมการนำขึ้น server (deploy) ก็ยังยากกว่า PHP

โดยจริงๆแล้วผมก็เคยจับ Python มาแปปนึง (แปปจริงๆไม่เกิน 2 อาทิตย์) ซึ่งพอเจอ Ruby ต้องขอบอกทันทีว่าผมถูกจริตกับการเขียนด้วย Ruby มากกว่า แล้วตอนนี้ผมก็แน่ใจว่า I say no to Python and say yes to Ruby อนาคตก็ยังไม่แน่นอนว่าจะเรียนภาษาอะไรเพิ่ม แต่ผมว่าในช่วง 1 ปีผมคงยังไม่เปลี่ยนแน่ๆ แต่ผมก็ต้องขอบอกว่าภาษาที่ทำให้ผมเขียนได้ดีและเก่งขึ้นมากๆ ก็คงหนีไม่พ้นภาษา Java ซึ่งเป็นภาษาครูเลยก็ว่าได้ ถ้าไม่มี Java มาก่อนผมว่าการเขียน code ของผมก็ไม่พัฒนาได้เร็วขนาดนี้

และขอฝากถึงทุกๆคนที่พึงเริ่มหรือกำลังหาสิ่งที่ชอบ ว่าศึกษาไปเรื่อยๆจนกว่าจะสิ่งที่เรียกว่าใช้นะครับ แต่ในการทำงานจริงๆแล้ว เขาจะใช้ภาษาที่เ้หมาะสมกับงาน แต่สำหรับผมแล้ว มันไม่สำคัญเลย เพราะผมอยากทำในสิ่งที่ผมชอบและใจรักมากกว่า และผมจะทำมันให้ดีที่สุด

งานที่ล้ำเลิศเกิดจากความรักในการทำงานนั้น

ปล. อยากให้ทุกๆคนที่อ่านมา share กันนะครับ

วิวัฒนาการความคิด

หรือพูดอีกอย่างคือ Idea Evolution วันนี้ผมก็มาแชร์ประสบการณ์อันน้อยนิดเกี่ยวกับ เรื่องการสร้างไอเดีย นะครับ ผมเป็นคนชอบคิดเกี่ยวกับเว็บไซค์ การทำงานในเว็บไซค์ สิ่งที่ผมอยากจะบอกว่าไอเดีย มันเป็นสิ่งที่เกิดมาอย่างมีเหตุผล บางคนอาจจะไม่คิดอย่างนั้น แต่ผมลองคิดๆดูแล้วทุกๆอย่างที่เราคิด มันมาจากอดีตหรือประสบการณ์ หรือการศึกษาที่เราได้เรียนกันมารึเปล่า ? หรือเป็นวิธีคิด ? หรือจริงๆแล้วมาจากจิตใต้สำนึก ตัวผมสรุปสำหรับตัวผมเองว่า มันเกิดจากหลายๆอย่างผสมกัน แต่ล้วนแล้วเกิดขึ้นอย่างมีสาเหตุ

ผมขอยกตัวอย่างสักเล็กน้อยไอเดียบางอย่างเกิดจาก 1 ข้อหรือหลายๆข้อในที่นี้

  • ปัญหาที่พบเจอ แล้วหาทางแก้ไข
  • การคิดมุมกลับ
  • การผสมผสาน
  • การนำเสนอที่แตกต่าง
  • ประสบการณ์
  • ความรู้สึก
  • จิตนาการ
  • ภาพที่เคยได้เห็น
  • เสียงที่เคยได้ยิน
  • รสชาติที่เคยได้ชิม
  • กลิ่นที่เคยดม
  • ฯลฯ

โดยสิ่งพวกนี้ล้วนแล้วแต่มีเหตุมีผล มีที่มาที่ไปแทบทั้งนั้น โดยส่วนตัวผมนั้นชอบที่จะดูดไอเดีย ของคนเข้ามาเยอะๆ แล้วทำการ Mix & Match หรือ Merge เข้าด้วยกันเกิดเป็นไอเดียใหม่ เหมือนเรามีข้อมูลมากแ้ล้วใช้ข้อมูลที่ได้มาทำการต่อยอดขึ้นไป แต่ละคนมีวิธีการของตัวเอง แต่สิ่งที่ผมจะพูดต่อก็คือ “วิวัฒนาการความคิด” หรือ “Idea Evolution”

ทำไมเราต้องมีวิวัฒนาการความคิด เพราะว่าไอเดียที่เราเริ่มต้นมันอาจจะขาด หรือเกิน หรือใช้ไม่ได้ในธุรกิจ หรือเหตุผลใดๆก็ตาม บางทีไอเดียที่ล้ำเลิศ ก็อาจจะไม่เกิดเพราะความล้ำเลิศของมันเองก็เป็นได้ เราจะต้องมีการปรับให้เหมาะสมกับสิ่งที่เราจะทำ เช่น ทำธุรกิจ ทำเพื่อคนไทย ทำเพื่อบริษัท ทำให้แฟน ดังนั้นไอเดียอะไรก็ตามก็ต้องมีการขัดเกลา ให้เฉียบแหลมมากขึ้น ให้มันเจ๋งขึ้น หรือทำให้เด่นชัดขึ้น ที่แล้วแต่ แต่ละคนจะทำ ในแต่ละวิชาชีพที่จะใช้

แต่สุดท้ายไอเดียอะไร ก็ดีแต่อย่าคิดอย่างเดียวทำด้วย เพื่อทำให้มันเป็นจริง วิวัฒนาการความคิด มักจะเกิดขึ้นมักมีผลงานที่เริ่มออกมาเป็นรูปเป็นร่าง แล้วมันจะพัฒนาได้เรื่อยๆอย่างไม่หยุดยั้ง จนกว่าคนคิดจะหยุด หรือคิดว่ามันดีแล้วนั้นเอง แต่อย่าลืมนะครับวิวัฒนาการทางความคิดนั้นมีโอกาส ทำให้ไอเดียดีๆของเรานั้นกลายพันธุ์จนไม่เหลือความเป็นไอเดียเดิมอีกต่อไปก็เป็นได้

เล่าสู่กันฟัง IYWC รุ่นที่ 6

ในฐานะคนหนึ่งที่ได้เข้าไปในค่ายนี้ ก็ขอเล่าเรื่องในค่ายแห่งนี้ให้ฟังกันครับ ก่อนอื่นต้องบอกว่าผมเป็นสาขา Web Programming นะครับ อยู่ในทีม 10 ชื่อดูต้นคอร์ ครับผม (ที่มาที่ไปขอไม่บอกครับ 55+) วันแรกที่เข้าไปตอนเช้าก็มีกิจกรรม มากมายจนถึงช่วยเที่ยงๆ เสร็จแล้วก็เดินทางไป มหาลัยบูรพาครับก่อนถึงมหาลัยบูรพาก็มีการลงมาทำกิจกรรมร่วมกันทุกกลุ่ม พอเสร็จแล้วก็เข้าไปเรียนในแต่ละสาขา โดยสาขาผมมีพี่ hunt เจ้าของ diaryis.com , zickr.com มาเป็นคนคอยแนะนำและให้ความรู้ครับ

พออบรมเสร็จก็ไประดม idea ในการสร้างเว็บกันครับ พอระดมเสร็จก็ต้องเข้าไปเสนอคณะกรรมการให้รู้ว่า idea เราเป็นยังไงแล้วมีการทำงานอย่างไรบ้าง สุดท้ายพอเราผ่านการเสนอกรรมการแล้ว เราก็ไปพักครับโดยกลุ่มผมได้ไปพักที่คอนโดแถวๆมหาลัยบูรพาส่วนกลุ่ม 1-5 นั้นได้พักที่หอพักมหาลัยบูรพา (เนื่องจากจองไม่ทันเลยได้แค่ 5 กลุ่มผมก็เลยได้พักคอนโด แต่ไม่หรู่นะ) เสร็จแล้วเราก็ตื่นกันตั้งแต่เช้าโดยมีพี่กลุ่ม มาเคาะประตูตอน 6 โมงและ 6 โมงครึ่งเช้า เพราะเราไม่อยู่ในมหาลัยบูรพาเลยต้องตื่นเช้ากว่าทางนู้น น้ำตอนเช้าหนาวมากกก ไม่มีน้ำร้อนเสร็จแล้วก็ลงมาร่วมกลุ่ม 6-10 ในเวลา 7 โมงนิดๆแล้วก็นั่งรถกลับไปที่มหาลัยบูรพาเพื่อทานข้าวและทำกิจกรรมต่อ โดยกิจกรรมคราวนี้ก็คือแยกตามสาขาไปอบรมอีกครั้งหนึ่ง

พอเราอบรมเสร็จคราวนี้ละครับของมัน โคตรมันครับ โดยหลังจากทานข้าวเที่ยงเสร็จ ก็เริ่มทำเว็บที่เราได้เสนอ idea ไปเมื่อวานโดยมีเวลาให้ตั้งแต่ประมาณ 12.30 – 23.00 โดยผมก็นั่งทำประสานงานกับเพื่อน โดยคราวนี้ผมใช้ PHP , Codeigniter , jQuery , MagpieRSS , MySQL นั่งทำครับ ตั้งแต่เริ่มแรกก็มีการทำงานแบบออกแบบ database , ooad (object oriented analysis and design)  โดยใช้ MVC (Model-view-controller) Architecture เสร็จแล้วต้องขอบอกว่าจริงๆแล้วมันเป็น VC (View-Controller) Architecture มากกว่า โดยผมก็นั่ง code ไปเรื่อยๆครับ แต่ด้วยเวลามันสั้นมาก ผมนี้เขียน code แทบไม่ได้หยุดสักเท่าไร (แต่ก็ได้พักกินข้าวบ้าง) สุดท้ายระบบที่ผมทำมันยากที่ UI ครับแล้วผมต้องร่วมระบบเข้ากับ UI ตอนช่วงเกือบ 4 ทุ่มซึ่งความกดดันก็มากขึ้นเพราะ เวลาเหลือน้อยแล้วยังไม่ได้ upload ขึ้น server เลยสุดท้ายผมก็ทำไม่ทันครับ ผมแต่ก็ภูมิใจนะครับเพราะจริงๆแล้วระบบที่ผมทำนั้นทำได้หลายอย่างอยู่ครับ

  • CRUD Message , Tag
  • Login
  • Registration User
  • Message Web Service
  • Reading RSS

ซึ่งผมต้องขอบอกว่าจริงๆ ผมทำตัวเหมือนเวลาเขียน code ปกติมากครับ คือทำพวก function ที่เพื่อนๆขอมา แต่ลืมคิดไปว่าจริงๆแล้วเขาต้องการดู Design มากกว่า แล้วก็ระบบทำอะไรนิดๆหน่อยได้ครับ แต่จุดเด่นของ app ผมคือ Timeline ครับ ซึ่งเจ้าตัว Timeline เนี้ยเพื่อนๆได้ใช้ Mootools แล้วก็ Highslide ในการทำ ผมก็ต้องเอามาร่วมกับ jQuery เพื่อรับขอความเป็น Ajax อยู่ซึ่ง Codeigniter มันชอบมีปัญหากับการโหลดรูปซึ่งผมก็ลืมไปสนิทพอจะมาร่วมกับของเพื่อนสรุปรูปไม่ขึ้นผมก็ต้องมานั่งแก้ซึ่งเสียเวลามากครับ แต่ก็ยังพอไถไปได้

ขอคิดและประสบการณ์ที่ได้หลังจากทำเว็บภายใน 10 ชั่วโมงครึ่งนี้

  • ควรจำกัด Scope ให้แน่ชัดและทำ function เด่นขึ้นมาให้เสร็จร่วมถึง UI ของ function
  • เวลาที่เหลือน้อยควรทำ design นำไปก่อนเพื่อเป็นการ mockup
  • การ upload framework ที่ต้องมีการ config อย่าลืมเปลี่ยนก่อน up ไม่้งั้นจะใช้ไม่ได้
  • เซิร์ฟเวอร์ที่นู้นเป็น IIS ดังนั้นก็มีปัญหากับ PHP บ้างแต่อย่างรุ่นน้องใช้ Zend Framework ปัญหายาวเลย เลยต้องพักไปเขียนแบบปกติกับ Doctrine (ORM)
  • ส่วนใครจะใช้ Ruby / Python ผมไม่แน่ใจว่าเขามีให้ไหมแต่น่าจะไม่ ที่ใช้ได้น่าจะเป็น .NET (เพราะใช้ IIS) , PHP , ASP
  • ในฐานะ Programmer ที่พอจะคาดเดาเวลาในการทำได้ เราควรเสนอเพื่อนในกลุ่มแล้วยืนยันว่าไม่ทันให้ได้

พอเสร็จแล้วก็ไปมีกิจกรรมร่วมถึง ผูกข้อมือ ชอบมากๆครับ รู้สึกได้เป็น 18 อีกครึ้ง (เธอทำให้ฉันรู้สึกเหมือนตอน 18 อิอิ) เพราะเป็นปีที่พี่ๆผูกข้อมือให้น้องอย่างผมในตอนนั้น นึกถึงวันวานตอนสมัยหนุ่มๆ 55+ เสร็จแล้วก็ได้นอนเกือบตี 3 ในวันนั้นแล้วก็มีพี่มาเคาะเวลาเดิมครับ 6 โมงกับ 6 โมงครึ่งเดินไปแทบหลับตลอด (ผมต้องนอนอย่างน้อย 8 ถึงจะพอแต่ถ้าจะพอจริงๆต้อง 12 ชม.) แล้ววันสุดท้ายก็เริ่มต้นครับ โดยก็เหมือนเดิมนิดหน่อยกินข้าว แล้วคราวนี้ถึงนาทีละทึกที่ต้องไปโชว์ผลงาน

คราวนี้เจอกลุ่มอื่นๆนี้แทบอึ้งครับ Design แทบจะสมบูรณ์ได้เลยครับบางกลุ่ม โดยกลุ่ม 9 เนี้ยแทบจะเสร็จเลยก็ว่าได้ เทพจริงๆ UI สวยด้วย ส่วนของคนอื่นๆส่วนใหญ่จะเป็น Mockup ส่วนกลุ่มผมยิ่งแล้วใหญ่ครับ UI สู่ทีมอื่นไม่ได้เลย แต่ด้วยพลังแห่ง concept ที่สุดยอดก็ทำให้ทีมผมคว้ารางวัล ความคิดสร้างสรรค์ยอดเยี่ยม มาครับต้องขอบคุณต๊อบ ที่เป็นคนคิดไอเดียเทพที่ผมยังไม่เข้าใจอย่างท่องแท้จนกระทั้งตอน Present เรื่องแม่ใช้ Lifeline ให้ลูก อ๊ากมันสุดยอดโคตร แต่ทีมอื่นๆไอเีดียก็ไม่แพ้กันเลยนะครับ สุดยอดทั้งนั้น

มีทีมที่ได้รับทีมเวิร์คยอดเยี่ยมไป 2 กลุ่มโดย 2 กลุ่มนี้ทั้งระบบแล้ว Design เรียกได้ว่าเขาโชว์ออกมาได้อย่างเต็มที่จริงๆครับ ยอมรับเลย ทั้ง UI ที่สวยรวมถึงระบบภายในที่เอาออกมาใช้กับ UI (ส่วนของผมระบบมันมีครับแต่ ยังไม่ได้แต่ง UI เลย) และสุดท้ายเราก็มีการแนะนำรุ่นพี่ YWC 1-5 ให้รู้จักกันอีกด้วย แล้วก็เดินทางกลับบ้านครับกว่าจะถึงนู้นแนะเ้กือบ 3 ทุ่ม (เลยเวลาที่เขาตั้งใจไว้ไป 3 ชม.) แต่ก็เป็นสิ่งคุ้มค่ามากครับ พวกเพื่อนๆผมใน YWC ก็มีการเขียน Friendship ด้วย ทำให้นึกเหมือน ตอนจะจบ ม.3 เลยจริงๆ

สรุปค่ายนี้มีอะไรมากกว่าที่คุณคิดจริงๆครับ ได้มิตรภาพ เพื่อนใหม่ๆที่ชอบอะไรเหมือนๆกัน ได้ความรู้ การทำงานจริง ได้รู้ว่าคำว่าทีมช่วยเราได้ยังไง รุ่นพี่แต่ละคนดูแลน้องๆดีสุดๆ วิทยากรให้ความรู้และความคิด และการทำให้มันอยู่ในธุรกิจได้จริง สุดท้ายนี้ผมขอบอกว่าประทับใจค่ายนี้มากๆ โดยเฉพาะรุ่นพี่ที่ดูแลน้องๆอย่างผมดีมากๆ ร่วมถึงเพื่อนใหม่ๆที่มาแชร์ประสบการณ์ความคิด และไมตรีกันในค่าย ถ้าใครยังเรียนอยู่ในมหาลัยหรือพึงจบ IYWC 7 ครั้งหน้า้ต้องลองครับ แล้วคุณจะไม่เสียใจที่ได้มาครับ

ปล. ใครว่าวงการณ์นี้ไม่มีสาวๆสวยน่ารักแล้วละก็คิดผิดมากกกกก ครับเจอหลายคนเลยครับ
ปล2. ถ้า IYWC 7 ครั้งหน้าหวังว่าคงได้พบกันครับ ไปก่อนแล้วครับสวัสดีครับ

อย่ารับผิดชอบมากเกินไปและสอนให้ทุกอย่างรับผิดชอบตัวมันเอง

สิ่งที่ทำให้เราไม่สามารถโฟกัส อะไรได้นานนั้นคือ ความรับผิดชอบต่อสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเรา และตัวเอง สำหรับหนุ่มสาว วัยรุ่นเช่นผมความรับผิดชอบต่อสิ่งต่างๆมันก็ยังน้อยอยู่ ถ้าเทียบกับผู้ใหญ่ที่มีครอบครัวแล้ว หรือคนที่มีฐานะลำบาก ต้องทำงานไปเรียนไป ความรับผิดชอบก็จะเพิ่มมากขึ้นเป็นหลายเท่า เมื่อความรับผิดชอบเยอะคุณก็ต้องแบ่งเฉลี่ยความสนใจไปในแต่ละเวลาต่างๆกันไป

แล้วถ้าคุณไม่สามารถบริหารเวลาได้ดี คุณก็จะตกอยู่ในความกดดันเพราะสำหรับคนที่ฐานะลำบาก ถ้าไม่ทำงานก็ไม่มีเงิน ถ้าไม่มีเงินก็ไม่มีกิน ถ้าไม่ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ก็จะไม่มีความสุข ปัจจัยรอบตัวรุมล้อมเข้ามา ดังนั้นวันนี้ผมเลยคิดแนวคิดในอุดมคติขึ้นมาครับ แนวคิดนี้ผมคิดขึ้นมาเอง และไม่รู้ว่ามันจะเป็นจริงได้ไหม แต่ผมก็เห็นความเป็นจริงลางๆได้แล้วจากคอมพิวเตอร์ แต่มันไม่ครบทุกอย่าง

Computer ถ้าเราสามารถควบคุมมันได้ ความรับผิดชอบต่อหลายสิ่งหลายอย่างของเราก็จะลดน้อยลงไปได้มาก ยิ่งธุรกิจของเราเป็นธุรกิจที่ดำเนินได้ด้วย Computer ยิ่งทำให้ความรับผิดชอบเราน้อยลงเรื่อยๆ แต่สิ่งที่ Computer รับผิดชอบให้เราไม่ได้ตลอดก็คือ

  1. ความรักที่ให้ต่อคนรอบข้าง ต่อครอบครัว ต่อเพื่อนฝูง ต่อคนรัก ต่อคนรู้จัก Com มันทำแทนไม่ได้ Com มันจีบผู้หญิงแทนเราไม่ได้ มันไปเที่ยวแทนเราไม่ได้ และมันพาครอบครัวเราไปเที่ยวไม่ได้
  2. คอมพิวเตอร์มีข้อมูลให้เราได้ แต่มันเรียนแล้วให้เราได้ความรู้ไม่ได้
  3. คอมพิวเตอร์ไม่สามารถทำให้เราอิ่มได้
  4. คอมพิวเตอร์ไม่ใช่ที่อยู่อาศัย
  5. คอมพิวเตอร์ช่วยให้การรักษาดีขึ้นได้ แต่ช่วยให้เราแข็งแรงไม่ได้

หลายๆอย่างคุณต้องทำเองถึงจะได้มา อยากได้ความรักก็ต้องให้ความเอาใจใส่ อยากได้ึความรู้ก็ต้องหาใส่หัวเอง อยากอิ่มก็ต้องกินข้าว อยากนอน อยากนั่งโซฟาก็ต้องไปหาไปเลือกซื้อเอง คอมพิวเตอร์เลือกซื้อแทนไม่ได้ (อย่างน้อยก็ในตอนนี้) จะเห็นว่าเรามีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราต้องรับผิดชอบเอง แม้แต่เครื่องมือระดับเทพอย่างคอมพิวเตอร์ก็ทำแทนไม่ได้ แต่เรามีพลังมนุษย์อยู่เราสามารถทำให้มนุษย์ท่านอื่นมารับผิดชอบแทนเราได้ แต่เราต้องสอนเขาถึงจะรับผิดชอบได้อย่างถูกต้อง

ที่บอกให้สอนทุกอย่างให้รับผิดชอบตัวมันเองได้เนี้ย เพราะถ้ายังรับผิดชอบตัวเองไม่ได้ จะมารับผิดชอบคนอื่นมันก็คงเป็นเรื่องยาก แล้วสุดท้ายจะทำให้งานที่เรามอบหมายให้เขารับผิดชอบต้องเสียไปอีก ดังนั้นถ้าไม่อยากรับผิดชอบมากเกินไป ก็ต้องสอนให้คนอื่นๆให้มีความรับผิดชอบต่อตนเอง มันเป็นเรื่องยากนะที่จะสอนคนอื่นๆให้รับผิดชอบต่อตัวเขาเอง

บางทีเราเองก็ต้องรับผิดชอบต่อคนรอบข้าง จนหมดความเป็นส่วนตัวของคุณ คุณก็ต้องทำความสมดุลระหว่างตัวคุณและคนรอบข้าง แต่อย่า(หาเรื่อง)รับผิดชอบมากเกินไป เพราะมันทำให้คุณต้องหมดความเป็นตัวคุณ (แต่เสริมความแกร่ง ให้คุณเก่งและมีประสิทธิภาพมากขึ้น) ทุกอย่างมีข้อดีและข้อเสีย แต่ถ้าคุณอยากจะโฟกัสกับงานๆใดให้มาก จะต้องลดความรับผิดชอบต่อสิ่งอื่นให้ลดลง

ปล. ผมจะเริ่มตัดความรับผิดชอบแล้วครับ เพราะตอนนี้ถึงเวลาเพิ่มความรู้อีกแล้วครับ ดังนั้นก็ลาด้วย เอนทรี่นี้กับบล็อคแห่งนี้เป็นเวลา 1 เดือนเต็มครับแล้วจะกลับมารับผิดชอบใหม่ครับผม (แต่ Podcast ยังเหมือนเดิมครับลองฟังได้ ที่นี้)

Next Page »