Archive for October, 2008

อดีต ธรรมะ และการเงิน

หลังจากที่ไม่ได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องเงินมานานแล้ว วันนี้เลยขอพูดเ้รื่องเงิน ซักหน่อยครับโดยได้แนวคิดมาจาก “ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน” แล้วก็การประยุกต์ธรรมะให้เข้ากับการใช้เงิน โดยผมขอพูดเรื่องอดีตก่อนก็แล้วกัน หลังจากที่ได้อ่านถอดรหัสลับนั้น ทำให้ผมมีมุมมองใหม่เกี่ยวกับเรื่องเงิน ไม่ว่าการจับจ่ายใช้สอย รวมถึงตัวผมเองถูกโปรแกรมอะไรติดตั้งมาบ้าง โดยในหนังสือเขา ให้เราคิดถึงว่า ในอดีตเราเคยนึุกคิดอะไรเกี่ยวกับ เงินบ้าง ไม่ว่าจะเป็น ความคิดที่ว่า “คนรวยมักเอาเปรียบ คนจน” , “เงินซื้อความสุขไม่ได้” , “คนรวยใจแคบ” หรืออะไรอื่นๆที่เกี่ยวกับเงิน

หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นว่า ทำไมเราชอบที่จะ “อยากรวย” แต่ไม่รวยสักทีมันเกิดจากสาเหตุอะไร หรือทำไมคนที่ทำเงินได้เดือนละเป็นแสน ถึงใช้หมดทุกเดือนและไม่รวยสักที จริงๆแล้วมันมาจากจิตใต้สำนึกรึเปล่า ? ผมคงพูดได้ไม่ดีเท่ากับเจ้าของหนังสือ แต่ผมจะมาจุดประเด็นว่า การใช้เงินเราในแต่ละอย่างเนี้ย เราถูกปลูกฝังไว้รึเปล่า.. ทำไมเราถึงซื้ออะไรบ้างอย่างเหมือนเราถูกตั้งโปรแกรมเอาไว้ มากกว่าที่จะใช้เหตุผล ในการตัดสินใจซื้อ เช่น ทุกครั้งที่ผมไป central ลาดพร้าวผมจะซื้อ มูลาเต้คาปูชิโน่ 1 แก้ว (แล้วมันเกือบจะอัตโนมัติจริงๆนะ) แล้วทำยังไงเราถึงจะหลุดจากอดีตและโปรแกรมนี้ได้

ผมเลยคิดต่อมาว่าจริงๆแล้วทุกๆอย่างเนี้ย เรารู้อยู่แกใจด้วยซ้ำเช่น สิ่งที่ทำให้เราเงินหายมากที่สุดคือ มูลาเต้ แต่เราก็ยังซื้อต่อไปแล้วก็กินต่อไป แล้วเงินก็หมดต่อไป จริงๆแล้วเราขาด “สติ” ซึ่งนั้นหมายความว่าคุณมีปัญญา แต่คุณไม่มีสติ เหมือนตอนนี้ที่ผมยังเป็นอยู่ แต่เสร็จแล้วทำยังไงให้เรามี “สติ” หรือเราต้องดับกิเลศก่อนมี “สติ” จริงๆคือไม่ครับเราสามารถมีสติได้ตลอด แต่สติของเรามันยังสู้กิเลศเราไม่ได้นั้นเอง เรารู้นะว่าเราจะซื้อมูลาเต้ ไม่งั้นเราจะสั่งถูกได้ไง ถ้าไม่มีสติ แต่เราไม่ระงับกิเลศ ดังนั้นถ้าเราอยากจะมีเงิน นอกจากจะต้องพยายามลบอดีต แล้วก็โปรแกรมที่โดนติดตั้งมา หรือถูกติดตั้งลงไปจากกิเลศ

เราจะต้องดับกิเลศ แล้วใช้ปัญญา เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจ แล้วความเข้าใจจะทำให้เกิดสติ เช่น ทำไมต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่ทุกเดือน ถ้าไม่ซื้อแล้วเราจะยังดูดีได้รึเปล่า ? หรือทำให้ชีวิตเราดูแย่ลงในสายตาเราไหม ? แล้วถ้าเราเอาของเก่ามา mix & match จะทำให้เขากับ trend ปัจจุบันได้ไหม ดังนั้นเรื่องพวกนี้ถ้าเราพิจารณา ก่อนจะลงมือซื้อได้นั้น เราแทบจะได้ของที่จำเป็นจริงๆเข้ามา แทนที่จะได้มาเพราะอารมณ์อยากได้เพียงชั่ววู๊บ

บ่อเกิดของการไม่มีเงิน คือ กิเลศ
บ่อเกิดของการมีเงิน คือ การมีสติ

และคำแนะนำจากหนังสือ “ถอดรหัสลับสมองเิงินล้าน” ซึ่งเป็นคำที่แสนจะเรียบง่าย

ถ้าคุณอยากรวย จงมุ่งความสนใจไปที่ การหาเงิน , การเก็บเงิน และการลงทุน
ถ้าคุณอยากจน จงมุ่งความสนใจไปที่การใ้ช้เงิน

วันนี้ลาก่อนขอให้ทุกท่านมีเงินใช้ และไม่เป็นเหยื่อของกิเลศ มากนักนะครับ :)

โปรแกรมมิ่งที่ผมชอบ <ณ ปัจจุบัน>

เอาละครับ ก็ผ่านกันมาแล้วประมาณ 1 ปีกว่าตั้งแต่เริ่ม Blog นี้ แต่ละวัน แต่ละเดือนที่ผมทำ ผมมักจะพูดอะไรมากมายเกี่ยวกับ Programming (อย่างน้อยก็มีบ้างและ) คร่าวนี้ผมจะมาวิจารณ์ภาษาที่ผมชอบแล้วแนวทางในการเลือกของผมกัน โดยผมจะเล่าความเป็นมาก่อนว่าทำไมผมถึงเลือกแต่ละภาษา

โดยเลือกถึงความจำเป็นก่อนในการพัฒนาเว็บสมัยนี้ มักจะต้องประกอบด้วยหลายภาษามากมาย ไหนจะต้องเป็นมิตรกับมาตรฐานเว็บ และไหนจะต้องเพิ่มลูกเล่นให้กับเว็บไซค์ดังนั้น เราจะต้องเรียนรู้อะไรหลายอย่างถึงจะทำเว็บได้อย่างมีมาตรฐาน โดยผมได้เลือกเล่นแบบ HTML มากกว่าเล่น Flash ดังนั้นผมเลยต้องรู้ดังนี้เป็นอย่างน้อย

  • HTML/XHTML
  • Javascript
  • CSS
  • ภาษาโปรแกรมมิ่งสักภาษาหนึ่ง

อันนี้คือสิ่งที่ผมต้องเรียน ดังนั้นจะสังเกตุว่าเรามีสิทธิ์เลือกจริงๆก็คือ ตัวภาษาโปรแกรมมิ่งสักภาษาหนึ่งนั้นเอง นอกเหนือจากนั้นก็คือพวก Framework ต่างๆที่ทำให้งานเราเสร็จเร็วขึ้นนั้นเอง โดยผมมีวิธีเลือกก็คือ “เขียนง่าย รู้สึกดี ใช้แล้วชอบ ผลงานออกมาเร็ว และก็บำรุงรักษาง่าย” ผมไม่แน่ใจว่าผมได้อิทธิพลมาจากการที่ผมเรียน Software Engineer มารึเปล่า เพราะผมเห็นเรื่องการบำรุงรักษาเป็นเรื่องใหญ่เลย แล้วก็รวมถึงการเขียนที่จะต้องส่งผลต่ออารมณ์ผู้เขียนที่ทำให้อยากเขียนไปเรื่อยๆ เพราะผมไม่ใช่ Programmer เต็มตัว แต่เป็น Software Engineer ผมเลยติดว่าทำยังไงให้ ทำผลงานได้สำเร็จอย่างรวดเร็วและได้ผลลัพธ์ที่มีมาตรฐาน และอีกนัยหนึ่งก็คือผมต้องการเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ และทำให้ผมทำงานได้อย่างมีความสุข

เอาละครับมาถึงตรงนี้ขอพูดถึงภาษาและเฟร์มเวิร์คที่ผมชอบ ณ ปัจจุบันนี้กันเลยนะครับเอาละ

  • jQuery เป็น javascript framework ที่ผมต้องพูดถึงทุกครั้ง และไม่ว่ายังไงเจ้าตัวนี้และทำให้ผมสนุกในการเขียน javascript อย่างว่าครับ มันอาจจะไม่ใช่ tools ที่สมบูรณ์นักแต่ว่า มันเป็นตัวที่เขียนง่าย รู้สึกดีัใช้แล้วชอบ ได้ผลงานเร็ว ตามที่ผมชอบ แต่อย่างไรก็ตามในเรื่องของความสมบูรณ์ของการนำ UI Component ยังใช้ยากอยู่นิดหน่อยแต่พอรับได้ และไม่อืด
  • PHP เป็นภาษาสำหรับทำงานที่จริงจัง ที่ต้องการความเร็ว ความถูกต้อง ความเป็นมาตรฐาน โดยผมมีความเคยชินกับมันพอสมควรทำให้ ผมเขียนมันได้ดีกว่า ภาษาที่ชอบอื่นๆ แต่ข้อเสียคือการเขียนมันยังไม่สวยงาม อย่างที่ผมอยากได้
  • Codeigniter เป็น Framework ที่ดีตัวหนึ่งและนิยมในต่างประเทศแต่ในไทยเขายังนิยม CakePHP กันมากกว่า เหตุผลที่ผมชอบเจ้า CI เนี้ยคือความง่าย และต่อเติมได้ง่าย แล้วเตรียมสิ่งจำเป็นพื้นฐานมาให้พร้อมแล้ว Code เขียนง่ายเพราะยังใช้แบบเดิมๆไถไปได้ง่าย เกิดเว็บได้เร็ว แต่เสียดายที่ยังขาด Object Relational Mapping ซึ่งถ้ามีเจ้าตัวนี้ผมว่า CI เป็น Framework ที่ดีที่สุดสำหรับผมเลยก็ว่าได้
  • CSS เป็นสิ่งที่ผมไม่ได้คิดจะอยากเป็นหรอกครับ แต่มันจำเป็นในการทำเว็บซึ่งพอเขียนไปเรื่อยๆ ก็จะรู้ว่ามันไม่ได้ยากมาก แถมรู้สึกสนุกอีกตะหากเมื่อใช้กับ jQuery CSS เนี้ยเอาไว้จัดหน้าตาต่างๆในเว็บและมันเป็นมาตรฐาน ซึ่งเมื่อทำเป็นแล้ว คุณจะรักมันครับ เพราะมันทำให้ Code XHTML/HTML ของคุณสวยงามมาก
  • Ruby เป็นภาษารัก ภาษาใหม่ซึ่งผมชอบที่ความสวยงามของภาษา และการเขียนที่สนับสนุนการทำ DRY (Don’t Repeat Yourself) ข้อดีมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาษาที่ทำให้ code เราอ่านเหมือนภาษาอังกฤษ ทำให้เรื่องการบำรุงรักษาง่ายขึ้นมากแถมยังเพิ่มขีดความสามารถในการทำงาน (productivity) เพราะมันเขียนน้อยได้เยอะเนี้ยและ
  • Ruby on Rails เป็น Framework ทำเว็บสำหรับ Ruby ซึ่งข้อดีมันจะเกิดขึ้นต่อเมื่อเราเป็นแล้วนั้นเอง Rails เป็น Framework ที่เยี่ยมยอดมากครับ ถ้าเราเข้าในใน Concept แล้วก็วิธีการใช้งานแล้ว คุณจะรักมันครับ แต่ข้อเสียก็เยอะอยู่ Learning Curve ช่วงแรกถือว่ายาก พอสมควรเลยครับ แถมการนำขึ้น server (deploy) ก็ยังยากกว่า PHP

โดยจริงๆแล้วผมก็เคยจับ Python มาแปปนึง (แปปจริงๆไม่เกิน 2 อาทิตย์) ซึ่งพอเจอ Ruby ต้องขอบอกทันทีว่าผมถูกจริตกับการเขียนด้วย Ruby มากกว่า แล้วตอนนี้ผมก็แน่ใจว่า I say no to Python and say yes to Ruby อนาคตก็ยังไม่แน่นอนว่าจะเรียนภาษาอะไรเพิ่ม แต่ผมว่าในช่วง 1 ปีผมคงยังไม่เปลี่ยนแน่ๆ แต่ผมก็ต้องขอบอกว่าภาษาที่ทำให้ผมเขียนได้ดีและเก่งขึ้นมากๆ ก็คงหนีไม่พ้นภาษา Java ซึ่งเป็นภาษาครูเลยก็ว่าได้ ถ้าไม่มี Java มาก่อนผมว่าการเขียน code ของผมก็ไม่พัฒนาได้เร็วขนาดนี้

และขอฝากถึงทุกๆคนที่พึงเริ่มหรือกำลังหาสิ่งที่ชอบ ว่าศึกษาไปเรื่อยๆจนกว่าจะสิ่งที่เรียกว่าใช้นะครับ แต่ในการทำงานจริงๆแล้ว เขาจะใช้ภาษาที่เ้หมาะสมกับงาน แต่สำหรับผมแล้ว มันไม่สำคัญเลย เพราะผมอยากทำในสิ่งที่ผมชอบและใจรักมากกว่า และผมจะทำมันให้ดีที่สุด

งานที่ล้ำเลิศเกิดจากความรักในการทำงานนั้น

ปล. อยากให้ทุกๆคนที่อ่านมา share กันนะครับ

Next Page »