Archive for July, 2008

เขียน blog ใน Wordpress ด้วย Windows Live Writer 2008

58351434_4ecb721922_oในขณะนี้ผมเขียน Blog จาก Windows Live Writer ต้องขอบอกว่าใช้ง่ายสะดวกมากๆเลยทีเดียว ตอนนี้ผมกำลังลอง Feature ต่างๆก็จะเขียนอธิบายไปเรื่อยๆนะครับ โดย View มีให้เลือกหลายแบบไม่ว่าจะเป็น

  • Normal การเขียน Blog แบบปกติ
  • Web Layout การเขียน Blog โดย Layout เหมือนใน web เราเลย
  • Web Preview ลองดูเว็บไซค์ของเรา
  • HTML Code จาก WYSIWYG เป็น Html ธรรมดาก็ได้

 

Map image

 

มีทั้ง Sidebar และ Properties ให้เลือกได้ เหมือนใน Wordpress เลยเปะๆทั้งใส่ Keyword เลือก Category ทั้งใส่รูปก็ง่ายใส่ Map จาก Live Map (เสียดายเป็นของ Microsoft เปลี่ยนเป็น Google Map ไม่ได้ด้วยสิ)  ดูแผนที่สิยังเป็นภาษาอังกฤษอยู่เลย แต่ยกให้ ใส่รูปเนี้ยเปลี่ยน Margin ง่ายมากเลย เจ๋งโคตร… !!!

 

 

แต่ที่ผมยังหาไม่เจอในตอนนี้คือปุ่ม align left , right , center ผมยังนั้นหาอยู่ครับ โอ๋ววว ผมเจอแล้วครับมันหายากพอตัวเลย ต้อง Hi-light คำที่เราอยากจะจัด แล้วกด Format -> Align แล้วเลือก Right , Left , Center แบบนี้เป็นต้น

ทดลอง alignment และ tag h3

แล้วก็กลับมาซ้ายได้เหมือนเดิมอิอิ หรือว่าจะใส่ table ก็ง่ายเพียงไม่กี่คลิก

   
   

นี้ไงใส่ได้แล้วเติม Border ได้ด้วย หรือว่าจะใส่ Video ก็ง่ายเหมือนกัน (แต่ทำงงไปหลายนาทีเหมือนกันนะ)

software videod6cfb2ab2ce0

แต่ว่าอย่าใส่ url เชียวไม่ติดสักทีต้องไป copy ตัว embed มาแล้ว paste ลงไปเลยทั้งๆที่มีบรรทัดเดียวนะและครับแล้วก็จะได้แบบด้านบนมาเลย ง่ายมากเจ๋งทุกอย่างแต่สิ่งที่ผมต้องการแล้วยังไม่เห็นนั้นคือการเปลี่ยน Url !! เอะหรือจะเป็นคำว่า Slug เดียวผมจบโพสนี้ไว้เท่านี้ละกันครับ ไปดาวโหลดได้ที่นี้ครับ Windows Live Writer

ปล. สรุปว่าเปลี่ยน Url ได้ด้วยครับด้วยคำว่า Slug เนี้ยและ !!! แถมอัพเดตง่ายมากครับอย่างตอนนี้ผมกด Publish ซ้ำมันก็จะอัพเดตโพสอันนี้ให้เลย แต่เสียนิดหนึ่ง Hi-Light ยากเมื่ออยู่ในโหมดของ Web Layout (แล้วแต่เว็บด้วยมั่ง ก็ปรับมาใช้ Normal Mode ง่ายดีครับ)

gOS Space ของฟรีดีๆที่น่าลงใน Netbook

สำหรับคนที่ไม่ได้เล่นทางฝั่ง Linux เลยก็คงอาจจะไม่รู้จักเจ้า gOS ตัวนี้ตอนนี้มันพัฒนามาจนสวยงาม แล้วเรียกว่ามันครบถ้วนตั้งแต่ติดตั้งเลยเชียว ทาง UbuntuClub ก็ได้มีการ Review อย่างดีเลยครับ แต่ที่ผมสนใจอยากจะเอามันมาใช้กับ Netbook

เจ้านี้คือ gOS Space มันน่าถูกใช้งานใน Netbook มากมาย (เพราะใน Netbook เลยคงไม่ได้ทำอะไรมากเลยเน้นความสวยเป็นหลัก อิอิ) ส่วน Spec คราวๆที่ลงเจ้า gOS ได้แล้วใช้อย่างลื่นก็ใช้เพียงแค่นี้เอง

สเป็คที่แนะนำ

  • 700 MHz x86 processor
  • 384 MB of system memory (RAM)
  • เนื้อที่ 8 GB
  • Graphics card ที่รองรับ 1024×768 resolution
  • การ์ด Sound
  • และที่สำคัญควรจะมี Internet หรือ Network ที่เชื่อมต่อ Internet ได้

ปล. 64-bit (x86-64) PCs สามารถรัน gOS Space 2.9 ได้

ดูจาก Spec ก็ใช้น้อยมากๆ ผมละคิดอยากจะซื้อ MSI Wind มาลงเจ้า gOS Space นี้จริงๆเลย แต่เรื่อง Driver นี้ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันจะหาได้ไหม (แต่มัน Based-on Ubuntu แน่นอนผมว่าหาได้อยู่แล้วละ) ดังนั้นขอให้เจ้าตัวนี้เป็นทางเลือกสำหรับ คนที่อยากจะลง OS บน Netbook ไม่ผิดหวังแน่ครับ อยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ gOS Space ไปดูได้ที่ UbuntuClub เลยครับผม

Google ไม่ต้องการ(ซื้อ) Digg แล้ว

ในที่สุดทาง TechCrunch ก็ออกมาเปิดเผยแล้ว ว่า Google จะไม่ซื้อ Digg โดยในเนื้อข่าวก็บอกว่าหลังจากเจรจากันจนถึงขั้นสุดท้าย Google ก็ตัดสินใจไม่ซื้อ Digg เนื่องจากสาเหตุหนึ่งที่ว่ามันเป็น Personality Driven และ Google ต้องการดูให้มากกว่านี้ เพราะมันยังไม่พอดีกับที่ Google คิด โดยเขาคาดคะเนว่าดีลนี้อาจจะนานจนกลายเป็นไม่ซื้อ แล้วจะสงผลให้ผู้ซื้อรายอื่นสงสัยที่จะมาดีลต่อ

โดยหลังจากดีลนี้จะต้องยืดเยื้อต่อไปทาง Digg จะทำเรื่องการประเมิณการเงินใหม่โดยให้บริษัท Allen & Co เป็นคนนำเสนอ Digg ในการขายต่อไป โดย Allen & Co เคยเสนอมูลค่าให้เว็บไซค์ Slide และ Ning โดยแต่ละอันมีค่าครึ่งพันล้าน (500 ล้าน)

ที่มา http://www.techcrunch.com/2008/07/26/google-walks-away-from-digg-deal/

===== จบข่าวครับ =====

จากข่าวผมก็ขอพูดอะไรนิดหน่อยเกี่ยวกับ Digg และเรื่องมูลค่าในฐานะผม ผมคิดว่า Algorithm ในแต่ละตัวที่ดังๆมันต้องมีจุดดีและจุดที่คนอื่นคาดไม่ถึง แต่ Google ไม่ซื้อก็คงคิดว่าถ้าตัวเองพัฒนาเองต้องได้ดีกว่า เพราะถ้าซื้อมาก็ต้องนำ Algorithm ของทาง Digg มาปรับกับของตัวเอง เพราะทาง Google ใช้ Machine Learning ส่วน Digg มาจากคนกด การจะประสานกัน โดยได้ผลลัพธ์ที่ดีมันก็คงยากอยู่แล้ว Digg อาจจะโครงสร้างต่างกับ Google , Google เลยคิดว่าพัฒนาเองคงดีกว่า เพราะถ้าได้มาก็คงต้องปรับแก้ไข้กันเยอะ

แต่สังเกตุหลายทีแล้วว่าพวกที่มี Algorithm ดีๆก็มักจะราคาไม่แพงเหมือนกับพวกที่คนแห่กันมาเล่นอย่าง MySpace 700 ล้าน ! , Slide กับ Ning อันละ 500 ล้าน ! อันนี้ Digg 200 ล้าน !! ราคาช่างต่างกันเหลือเกินทั้งๆที่ผมมองว่า Digg เนี้ยและเป็นต้นแบบของหลายๆ App ที่จะเกิดขึ้นอีกในไม่ช้า ไม่ว่าจะ Google , Wiki , Technorathi , Slashdot , Last.fm , YouTube และอะไรอื่นๆอีกมากมาย แนวคิดนี้จะไปดัดแปลงแก้ไขกับหลายๆอย่างของ Technology ได้มาก

ปัญหาอย่างหนึ่งที่ Digg น่าจะทำต่ออีกสักนิดคือการนำข่าวที่ถูกส่งเข้ามา มาวิเคราะห์ต่ออีกสักหน่อยว่าอันไหนเจ๋งๆ แล้วเก็บเป็น Directory แยกหมวดไปโดย Directory พวกนี้ไม่ได้เปิดเสรีให้ทุกคนมา add ได้แต่นำจากหัวข้อใน Digg ที่มี content ดีๆนำไปเก็บให้คนได้เข้ามาดูต่อได้อีก ไม่งั้นเนื้อหาดีๆที่เขา submit เข้ามามันก็หายไป ตามกาลเวลาทั้งที่มันน่าจะมีประโยชน์ต่อไป สุดท้ายก็เลยเสร็จ Google เหมือนเดิม.. Digg มี Algorithm ที่ดีอยู่แต่มันยังประยุกต์ไม่ถึงขีดสุด ! มันเลยยังไม่มีอำนาจการต่อรองมากนัก

ลองนึกเล่นๆดูว่าถ้า เนื้อหาที่ส่งเข้ามาใน Digg ยอมให้นำไปดัดแปลงแก้ไข้ได้ + Wiki มันจะสุดยอดขนาดไหน ? แต่เรื่องของเรื่องก็คือมันยังเป็นไปได้ยากในเรื่องของความเป็นส่วนตัวและสิทธิส่วนบุคคล โลกของเราตอนนี้ถึงจะมี Open Source แล้วสิ่งที่น่าจะมีให้อีกก็คือ Open Data !

Barcamp Bangkok 2 และ Thailand Next Web Apps 2008

2 งานน่าไปประจำเดือนสิงหาคมนี้ หลังจากที่ผมพลาด Barcamp Bangkok ครั้งที่ 1 ไปแล้วขอสัญญาว่าจะไม่พลาดครั้งที่สองเป็นอันขาด แต่กำลังคิดอยู่ว่าจะไปพูดเรื่องอะไรดี พูดเรื่อง Codeigniter For Beginner ก็แล้วกันถ้าจะพูดจริงๆ โดยทั้งสองงานนี้ผมไม่พลาดแต่ครับ ;) ว่าแต่มีใครไปงาน 2 งานนี้มั่งครับสำหรับผู้ที่สนใจแต่ยังไม่ได้สมัครก็เชิญ 2 ที่นี้เลยนะครับ

สำหรับใครที่ยังไม่รู้จัก Barcamp เข้าไปอ่านหน้านี้เลยครับ เตรียมเรื่องไปพูดกันเยอะนะครับ อยากฟังหลายเรื่องมากเลยสงสัยต้องเลือก T-T ไปดูวีดีโอของ Barcamp Bangkok ครั้งแรกกันครับ

ยังมีิีอีกหลายๆกิจกรรมทีี่ผมพลาดไปไม่ว่าจะเป็น Mashup Bangkok หรืออื่นๆอีกมากมาย ช่วงนี้จะออกสังคมให้มากขึ้น อยากเปิดโลกกว้างมั่งแล้วดีกว่า นั่งหาข้อมูลเองบน Internet ซะอีก ;)

ตาสว่างกับความสับสนในการเขียน Program

หลังจากวันนี้รู้จักอะไรๆมากขึ้น วันนี้อยู่ๆก็ปิ้งขึ้นมาว่า เอะทุกวันนี้เราคิดผิดพลาดเรื่องอะไร ทำไมเรายึด Concept OOP แล้วมันไม่ได้ทำให้ชีวิตเราเหนื่อยน้อยลงเลย ทุกๆวันนี้เขียน Java ยังรู้สึกเหมือนใช้ Effort ในการเขียนมาาาาาาาากกกกกกกกก อยู่ทำไมมันไม่เหมือนผมตอนเขียน PHP , Ruby ซึ่งรู้สึกเหนื่อยน้อยได้เยอะ วันนี้ผมรู้แล้วครับว่าผมพลาดเรื่องใด

  • เวลาเขียน Class ผมมักถึงจะทำให้ Reuse มากที่สุดแต่เป็น Core ของระบบ ! ซึ่งไม่น่าจะ Reuse ได้ทุกตัวแ่ต่ผมคิดจะทำให้มัน Reuse ได้ทุกตัว
  • ทำ Model Class ไม่ผูกติดกับ Database นั้นก็คือ Reuse นั้นเองแต่ผมค้นพบว่าถ้าผมไม่ผูกกับ Database ก็ต้องใช้ Hibernate แล้วก็ต้อง Config ยุ่งยากเสียอีก
  • ยึดถือทฤษฎี KISS (Keep it Simple & Stupid) แต่ดันใช้อะไรต่างๆมากมาย ผิดกับทฤษฎีที่ชอบ
  • ยิ่งรู้เยอะยิ่งสับสน !! จริงมาก
  • ใช้ Framework ของเขาแต่ดันจะใช้ในวิถีของตนเอง (เล่นนอกกฎที่เขาตีกรอบไว้ให้) เช่น Hibernate แต่ดันทำ Class ที่ทำให้ไม่ต้องเปิดปิด Session ครอบไว้เสร็จแล้วก็เจอปัญหา Session -*-

รู้สึกเหนื่อยกับ Java จริงๆแล้วก็ชอบ Ruby มากขึ้นเรื่อยๆในเรื่องภาษาเขียน แต่ยังไงก็ชอบ function ของ PHP ที่เขียนไว้เรียกใช้ได้เลย ไม่ต้อง require/import อะไรให้ยุ่งยาก เสร็จแล้วการเลือก Framework ที่เหมาะสมกับเราจะช่วยลดงานของเราได้มากๆ อย่างผมถูกจริตกับ Ruby on Rails มากๆแม้ Version 2 เรื่อง Automatic จะน้อยลงก็เถอะ ส่วน PHP นี้ชอบ Codeigniter ซึ่ง 2 ตัวนี้ก็ไม่่ค่อยจะเหมือนกันสักเท่าไร (คงสงสัยว่าชอบ Rails ทำไมไม่ชอบ CakePHP ผมว่า CakePHP ยังห่างกับ Rails มากอยู่) แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ “เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน” ผมพูดคำนี้ได้ในฐานะที่ไม่ได้เป็น Expert ด้าน Programming แต่เขียน OOP ได้และเข้าใจอย่างมาก

ถึงแม้ผมจะชอบ Java แบบ POJO มากเท่าไรแต่สิ่งที่หนีไม่พ้นในอนาคตก็คือ Annotation ถ้าผมยังจะอยากอยู่ในสายนี้ต่อไปเพราะสิ่งต่างๆของ Java เริ่มใช้ Annotation มากขึ้นเรื่อยๆจนเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ต่อไปแน่นอน แต่ในด้านของการทำ Web Application ที่ผมชอบทำไมผมต้องเรียนรู้เรื่องมากมายเช่นนี้ ? ทำไมไม่มี Solution ดีๆที่ทำให้ผมทำ J2EE ได้โดยไม่ยากเหมือน EJB 2.0 และไม่ใช้ Annotation ที่สับสนแบบ EJB 3.0 คำตอบที่ผมกำลังคิดจะหาทางออกคือ JRuby on Rails มันทำ Web App แบบ J2EE ได้แต่เขียนแบบ Ruby On Rails !!! น่าสนใจอย่างแรง แต่ตลาดแรงงานตอนนี้จะยอมรับหรือไม่ก็ไม่รู้

ก็คงจบเรื่องแบบที่สาวผมพูด “สิ่งที่เราต้องทำ มักไม่ใช่สิ่งที่เราชอบ” แต่แล้วผมคิดว่ามันก็ดีเหมือนกัน มันได้เห็นภาพความเป็นจริงของโลกธุรกิจกับโลกที่เหล่า Developer อยากให้เป็นและได้รู้ข้อดี ข้อเสียของมันในอนาคตเราจะได้ใช้ Technology ให้เหมาะสมกับงาน ขอจบด้วยคำพูดสุดท้ายนี้ครับ

อย่าฟื้นธรรมชาติถ้าต้องการใช้ความเป็นธรรมชาติของมัน
แต่จงฟื้นธรรมชาติถ้าต้องการสร้างสิ่งใหม่

Next Page »