Archive for April, 2008

UberIcon ดับเบิ้ลคลิกนี้ ติดแน่นอน

UberIcon ซอฟต์แวร์ตัวล่าสุดที่ผมได้นำมาใช้ ผมรู้จักตัวนี้จากเว็บไซค์นี้ครับ Wit Software Center ผมได้ลองติดตั้งใช้ดูต้องขอชมว่าผมชอบ โดยโปรแกรมนี้จะมีการทำงานที่ง่ายๆ แต่มีประโยชน์โดยทุกครั้งที่เรา ดับเบิ้ล-คลิก ที่ Icon อะไรก็ตามมันจะขึ้น Effect ตามที่เราตั้งไว้ โดยผมได้ใช้ Effect iZoom นะครับเพราะเป็น Effect ที่ไม่ค่อยมี Delay เหมือน iBounce อันนี้แล้วแต่คนชอบละกันนะครับ

 

software ubericon

โดยเจ้า UberIcon มีหน้าดาวโหลดกันที่หน้านี้เลยครับ โดย Uber กิน Ram อยู่ที่ประมาณ 3.5mb เท่านั้นครับโดยไม่แกว่งเลยก็ว่าได้ (แกว่งกดรั่วๆอยู่ที่ 2-6kb เองเท่านั้น) สำหรับคนที่ชอบ Animation ก็ใช้ดีเหมือนกันนะครับทำให้เครื่องคุณมี Effect เหมือน Mac ก็ทำได้แถวมี Plugin Effect ต่างๆให้คุณได้มาเสริมเติมแต่งกันได้ โดยวิธีติดตั้ง Plugin ก็นำ folder ที่โหลดมาไปลงใน folder ของ UberIcon\plugin แล้วโหลด UberIcon ใหม่เพียงแค่นี้ก็จะใช้ Plugin ได้โดยไปกด Mouse ขวาที่โปรแกรม Uber ->Plugin แล้วก็เลือก Effect อันใหม่ของคุณได้เลย

 

ปล. ถ้าใครติดใจก็อย่าลืมติกถูก ที่ Run at Startup ด้วยนะครับจะได้โหลดกันขึ้นมาใช้กันทุกๆครั้งที่เปิดเครื่องเลย

Bandwidth Management เพื่อโครงข่ายที่มีประสิทธิภาพ

book bandwidthbookผมพึงอ่านหนังสือ Bandwidth Management ของค่าย Provision จบไปวันนี้เลยจะมาสรุปเนื้อหาคร่าวๆให้ฟังกันนะครับ โดยเนื้อหาจะเป็นการอธิบายว่าทำไมต้องมีการจัดการ Bandwidth เสร็จแล้วพอพูดถึงทฤษฎีเสร็จ ก็จะเป็นการอธิบายโปรแกรมกว่าครึ่งเล่ม ถ้าถามผมว่าคุ้มไหมก็ขอบอกว่าไม่คุ้มกับราคา 145 บาท (ด้วยความที่ดูหนังสือดูแค่ปก ไม่น่าเลย T-T) ก็ถือว่าได้ความรู้เพิ่มขึ้นนิดหนึ่ง แต่ก็ไม่มากเพราะผมก็ชอบหาเรื่องพวกนี้อ่านอยู่แล้วใน Internet เอาละผมจะมาสรุปง่ายๆเลยละกันสำหรับทั้งหมดที่ผมอ่านมาทั้งเล่ม

 

การที่เราจะบริหาร Bandwidth ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นเราจะต้องรู้ความต้องการใช้งาน ของแต่ละคนแล้วก็ Application ที่ใช้ซึ่งนั้นรวมถึง Port ของ Application นั้นเสร็จแล้วเราก็มาตั้งกฎว่าการเข้าออกของ Bandwidth ของแต่ละเครื่องเป็นยังไง วัน เวลานี้ให้วิ่งได้สูงสุดเท่าไร เช่น มี Net 512/256kbps วันจันทร์เครื่องคอมของพ่อวิ่งได้ 384/128kbps ส่วนลูกๆอีก 2 คนวิ่งได้คนละ 64/64Kbps แล้วพ่อวันเสาร์ให้พ่อวิ่งได้ 128/128kbps ส่วนลูกๆให้คนละ 192/64kbps แบบนี้เป็นค้น โดยในเล่มจะบอกว่าเราจะต้องวางเจ้าตัว Bandwidth Manager (Application) ไว้ที่ไหนยังไง วิธีเซ็ตต้องทำอย่างไร แล้วรวมถึงเซ็ตเรื่อง ลำดับความสำคัญ (Priority) ด้วยนะครับ และนี้คือเนื้อหาสรุปของเล่มนี้ ส่วนวิธีการนั้นต้องลองศึกษาจากเล่มนี้ดูครับ

 

หนังสือเล่มนี้เหมาะกับผู้ที่ยังไม่มีความรู้เรื่อง Network หรือต้องการหาความรู้ด้านนี้เพิ่มเติมครับผม แต่มันยังไม่ลึกมากนะครับ พออ่านเล่มนี้เสร็จอย่าลืมอ่านพวก Cache Proxy Server เป็นของแถมนะครับ ว่าจะทำให้ระบบเราเร็วขึ้นได้อย่างไร วันนี้มารีวิวกันไปพอสมควร วันนี้ผมต้องลากันไปก่อนแล้วครับ วันหลังจะมารีวิวหนังสือทั้งเรื่องเงิน / IT / ปรัชญา / ธุรกิจ กันให้ทุกท่านอ่านนะครับ ;)

กฎง่ายๆสำหรับการเก็บเงิน

กฎง่ายๆที่ทุกคนก็ทำได้ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ โดยผมดัดแปลงจากชีวิตจริงของผม แล้วก็ผสมกับแนวคิดของคนอื่นที่ผมเคยอ่านมากันนะครับ โดยวิธีง่ายๆเลยนะครับ เก็บ 10% ของเงินที่ได้ ครับผม เช่น ได้วันละ 100 ก็เก็บวันละ 10 บาทเป็นต้นนะครับ ผมจะลองคำนวณเล่นๆให้ดูว่าถ้าเก็บตั้งแต่อายุ 5 ขวบเมื่อ 20 จะมีเงินเท่าไร

  • ตอนอายุ 5-10 ขวบได้วันละ 20 บาทไม่ได้ในวันเสาร์และอาทิตย์และวันหยุดต่างๆ ตกเฉลี่ย 1 ปีได้เงินประมาณ 230 วัน จะได้เงินเป็น 230 x 20 = 4,600 บาทใน 1 ปีและถ้า 5 ปีคือ 4,600 x 5 = 23,000 บาทเก็บ 10% ได้ = 2,300 บาท
  • อายุ 10-15 ปีได้วันละ 50 บาทคำนวณเหมือนเดิมครับเอาง่ายๆ 230 วันเหมือนเดิมจะได้เงินปีละ 230 x 50 = 11,500 x 5 = 57,500 และ 10% คือ 5,750 บาท
  • อายุ 15-20 ได้วันละ 100 บาทเก็บ 10% เหมือนเดิมคิดเหมือนเดิม 230 x 100 = 23,000 x 5 = 115,000 เก็บ 10% คือ 11,500

เอาแค่นี้รวมทั้งหมดคือ 2,300 + 5,750 + 11,500 = 19,550 จะเห็นว่า 20 ปีเราสามารถเก็บเงินได้ประมาณเกือบ 2 หมื่นบาทด้วยความพยายามเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อาจจะดูเหมือนค่าน้อยเหลือเกิน แต่ถ้าคุณมีรายได้เดือนละ 30,000 ละ? 10% = 3,000 x 12 x 5 = 180,000 ครบ 5 ปีก็ได้ 180,000 แล้วยังไม่รวมดอกเบี้ยอีก เอะแต่ผมยังไม่จบเท่านี้นะเรามาดูกันต่อ เสร็จแล้วถ้าเรานำไปลงทุนในออมทรัพย์แบบฝากประำจำ ก็น่าจะได้ดอกเบี้ยที่ปีละั 2-3% แล้วกี่ปีละเงินถึงจะ Double ไปเท่าตัว ?

 

ถ้าปล่อยเงินนั้นทิ้งไว้เฉยๆ เช่น 100 บาทในอัตราดอกเบี้ย 2% (สมมุตินะครับ) พอผ่อนไป 1 ปีจะได้เป็น 102  บาทปีที่ 2 จะได้ 104.04 บาทและปีไปเรื่อยๆ (มีสูตรแต่ผมไม่รู้อะ คำนวนไปเรื่อยให้แทนนะครับ) โดยผมคำนวณมาคร่าวๆอยู่ที่ประมาณ 30 กว่าปีครับโห้แก่งักกันไปเลยทีเดียว แต่ถ้าเราลงทุนอยู่ในพวกตราสารหนี้แทนละ (การลงทุนมีความเสี่ยง) จะอยู่ประมาณที่ 5-7% หรืออาจจะมากกว่าครับ แล้วคราวนี้เราจะ Double เงินเราภายในกี่ปีละเอาที่ 5% ละกันอย่างมากคิดง่ายๆก็ 20 ปีจริงไหมละครับ

 

แค่นำเงิน 10% มาใช้เงินต่อเงิน แค่นี้คุณอาจจะมีเงินหมื่นตั้งแต่อายุ 20 และอาจจะมีเงินแสนเมื่ออายุ 25 จากเงินลงทุนเพียง 10% ของท่านเอง ;) ถึงแม้จะเหนื่อยแต่ถ้าหัดเป็นนิสัยตอนที่คุณมีงานทำแล้ว เงิน 10% เนี้ยและจะช่วยคุณได้มากเลย แล้วอย่าเผลอนำเงิน 10% มาใช้หมดละเดียวต้องเก็บกันใหม่อีก วันนี้ผมลาไปก่อนครับ อยากให้ทุกคนมีเงินเก็บ ซื้อของที่ทุกคนอยากได้กันนะครับ ;)

Google Docs แบบ Offline มาแล้ว

tech news GoogleBumps

วันนี้ก็อ่าน CNET จาก Twitter ตามปกติ เห็นเรื่อง Google Docs ที่ คุณกล้าแห่ง Duocore.TV ในตอนที่ 71 ที่บอกว่ายังใช้ไม่ได้ในตอนที่ ตอนนี้ใช้ได้แล้วนะครับ ซึ่งเท่าที่ผมลองก็ยังไม่สมบูรณ์สักเท่าไร ตอนนี้ก็ได้เพียงแก้ Document ที่เรามีอยู่ (สร้างใหม่ไม่ได้) แล้วทำการ Save ซะแล้วเดียวพอต่อ Internet มันจะ Resync ไปที่ Google ให้เองอัตโนมัติ แถมตอนลงมีทำ Shortcut บน Desktop ให้ด้วยนะ

ใครอยากลองใช้ Google Docs แบบ Offline ต้องลง Google Gears ด้วยนะครับ แต่มีเรื่องที่น่าเสียดายครับ The World Browser ยังไม่รองรับการทำงานแบบ Offline ครับใช้ได้เฉพาะ Internet Explorer กับ Firefox (ตัวอื่นผมยังไม่ได้ลอง) ยังไงก็เชียร์เจ้าตัวนี้เต็มที่หวังว่าอนาคต Web App จะพัฒนาจนแทน Desktop App ได้อย่างสมบูรณ์เข้าสักวัน..

Codeigniter , jQuery , Ext-Js และ Adobe AIR

หัวข้อวันนี้ตั้งชื่อหัวข้อได้ไม่ตรงนักแต่ผมอยากจะมาพูดถึงเจ้า 4 ตัวนี้ให้ทุกท่านฟังสำหรับคนที่กำลังจะพัฒนา App ขนาดเล็กหรือกลาง แล้วทำไมเจ้า 4 ตัวนี้มันถึงดังมากๆโดยเฉพาะ jQuery ซึ่งตอนนี้เป็นที่กล่าวถึงของ Javascript Framework กันมากเลยทีเดียว ผมจะมาพูดถึงทีละตัวนะครับ พร้อมความสัมพันธุ์

  • Codeigniter จะว่าผมโม้ก็ไม่ว่านะครับ เป็นตัวที่ผมว่าอนาคตยังอีกไกล แล้วก็ไกลกว่า KohanaPHP อีกด้วยความที่เรียบง่าย Document อ่านง่าย ต่อเติมได้ง่ายทำให้เจ้า Codeigniter นี้สามารถแปลงไปได้ในทุกระบบ ถึงแม้จะมี Function งานไม่ครบเหมือนพวก Symphony หรือ KonahaPHP แต่เจ้าตัวนี้ก็มาทดแทนด้วยความเร็ว , เข้าใจง่าย และ ต่อเติมง่าย แทนโดยเจ้า Codeigniter มีการวางโครงสร้างมาจาก Ruby on Rails (แต่เขียนด้วย PHP ซึ่งมันสุดยอดมาก)
  • jQuery ตัวนี้ใครติดตามผมมานานจะรู้ว่าผมเชียร์ตัวนี้ แทบใจขาดดิ้นๆๆ เลยทีเดียวด้วยความสามารถที่จิ๋วแต่แจ๋ว จัดการ Data ได้อย่างยอดเยี่ยมแถมเปลี่ยนการ Coding ภาษา Javascript ให้ง่ายมากๆ แล้วตอนนี้มันดังจนไปเทียบเท่ากับพวก Prototype , Dojo , YUI ได้แล้ว แล้วมีทีท่าว่าจะดังต่อไป ด้วยหลักการเดิม เร็ว , เข้าใจง่าย และต่อเติมง่าย
  • Ext-Js เป็นน้องใหม่ไฟแรงแถมตอนนี้ได้เปลี่ยน License เป็น GPL หรือนำไปใช้ได้ฟรีแต่ต้องเปิดเผย Source Code กระแสเลยยิ่งแรงขึ้นไปอีก (แต่ถ้าจะทำทางการค้าต้องซื้อนะครับ) โดยเจ้า Ext-JS วิธีการใช้จะคล้ายๆกับเป็น Component (แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์) โดยเราสามารถได้ Component มาต่อเติม website ด้วยการ new Object เสร็จแล้วใส่ค่าอีกนิดหน่อยเราก็จะได้ Component ซึ่งมี User Interface ที่สวยงามพร้อมมาทันที แต่จนแล้วจนรอด มันก็เหมาะสำหรับคนที่ใช้ Javascript พื้นฐานมาคล่องพอตัวแล้วเหมือนกัน
  • Adobe AIR เมื่อเจ้า Runtime ตัวนี้ออกมาพร้อม SDK ทำให้การสร้าง Desktop App เปลี่ยนไปทันที คนทำแต่ Web App ตอนนี้จะมีโอกาสได้โชว์ฝีมือในการทำ Desktop App กันแล้วด้วยภาษา HTML , Javascript , CSS 3 ภาษานี้

แล้วมันเกี่ยวกันยังไงหรอ ? ตอนนี้ผมใช้เจ้า Codeigniter กับ jQuery อยู่ซึ่งขอบอกว่า Work มากในระดับของฟรี เสร็จแล้วมีโครงการที่จะศึกษาการทำงานของเจ้า Adobe AIR ด้วยเหมือนกัน เลยศึกษามาพอสมควรโดยมันสามารถถูกเขียนได้ด้วย 3 แบบคือ AJAX , Flash , Flex แต่ผมขอเลือกทาง AJAX แทนที่จะเป็น Flash หรือ Flex เพราะผมมีพื้นด้านนี้มาเยอะแล้ว ไม่อยากเริ่มต้นใหม่ (ถึงแม้จะลงเรียน Adobe Flash ไปแล้วก็ตาม) แล้วคราวนี้ไอ้เจ้า Ext-Js นี้และที่จะมาทำให้การพัฒนา ออกมาสวยงามและมีประสิทธิภาพ โดยเสียเวลาเขียน code น้อยลง ;) แต่แล้วไอ้เรื่องการจัดการ Data ด้วย Javascript ปกติรวมถึงการท่อง DOM มักก็เป็นปัญหาพอควร

ดังนั้นช่วงเวลานี้กระแส jQuery + ExtJs กำลังมาแรงในการทำ Adobe AIR แต่ยังไม่มี App ที่มาจากเจ้า 2 ตัวนี้ + กันแบบดีๆเลย (เพราะกระแสมันพึ่งเริ่ม) แล้วดูจาก Document รวมถึงผมได้ลองเขียนเจ้า Ext-Js แล้วมัน ไม่ได้เขียนเข้าใจยากมากเมื่อมารวมกับ jQuery โดยผมใช้ jQuery ในการจัดการ Data , AJAX , Event Handler , Effect และท่อง DOM ส่วนที่เหลือก็ใช้ Ext-JS ในการสร้าง Component สวยๆมาใช้แบบง่ายๆ จะเห็นว่า jQuery จะเป็นฐานในการจัดการข้อมูลพื้นฐานส่วน Ext-JS มาเสริมและสุดท้าย

web development ci logo flame

Codeigniter เอะแล้วมาเกี่ยวอะไรกับการใช้ Adobe AIR ละ Web Service ไงครับเจ้า Codeigniter ไม่น่าเชื่อว่าจะทำ Web Service ได้ง่ายโคตรๆ (ขอไม่บอกรายละเอียดในตอนนี้) ด้วยการที่เราสามารถเข้าถึง Method ของ Controller ได้ผ่าน URL รวมกับ function พื้นๆของ PHP อย่าง Array แล้วก็ Json_encode ทำให้มันกลายเป็น Web Service แบบ RESTful โดยง่ายเลยทีเดียว แล้วเราก็ใช้ jQuery เรียก Web Service ของ Codeigniter แล้วรับมันมาแบบ JSON แล้วนำมาใช้ประโยชน์ต่อได้ !

ขอสรุปของการทำงานแบบง่ายๆในอีกมุมหนึ่งที่ผมมา Trend นี้มาแรงในกลุ่มรายย่อยแบบเราๆทำกัน

  • (X)HTML + CSS ทำงานในส่วนของโครงสร้าง User Interface
  • Javascript ทำงานในการดึง Data จาก Web Service และนำมาใส่ใน User Interface รวมถึงทำ Effect ต่างๆด้วย
  • PHP-OOP ใช้ในการนำ Data จาก Database มาประมวลผลต่างๆแล้วนำไปให้ Javascript เรียกใช้ Web Service
  • Database ใช้สำหรับการจัดเก็บ Data แบบง่ายๆเพื่อให้ PHP นำไปประมวลผลต่อ

จุดเด่นของการใช้ Driven แบบนี้

  • ปรับปรุง , บำรุงรักษาและจัดการง่าย เพราะมีการแยกส่วนอย่างชัดเจน
  • ไม่จำเป็นต้องรู้ภาษา SQL ให้ลึกซึ้งเราใช้ PHP-OOP ในการจัดการ Data แทน
  • มี Framework รองรับแล้วเป็น Open-Source ทุกอย่างทั้ง Codeigniter , jQuery , ExtJS รวมถึง Database ที่เป็น Open-Source อย่าง MySQL , PostgreSQL
  • ถอดเข้าถอดออกได้อย่างง่ายดาย
  • เขียน , ออกแบบ และเข้าใจได้ง่าย

จุดด้อยของการใช้ Driven แบบนี้

  • Performance ขึ้นอยู่กับเครื่องของ User มากกว่าของ Server ยกเว้นใช้ Jaxer Server (AJAX at Server)
  • ยังไม่เหมาะสำหรับงานระดับ Enterprise
  • ใช้หลายภาษาทำให้ Curve ในการเรียนรู้สูง (แล้ว J2EE ละ??)
  • ใช้การเชื่อมต่อจากหลายจุด ไม่เป็นหนึ่งเดียวอาจเกิดปัญหาเรื่องการเชื่อมต่อได้

วันนี้ผมก็ลาไปแค่นี้ก่อนละครับเขียนเหนื่อยเลยมีอะไรแนะนำ หรือมาเสนอความคิดเห็นก็ลง Comment กันไว้ได้เลยครับ ;)

Next Page »