Archive for February, 2008

วิธี Freelance ที่ดีและมีศักยภาพ ! เป็นอย่างไร

ตัวผมเองก็ยังไม่ใช่พนักงานรับจ้างอิสระ นะครับแต่หลังจากที่ตัวเองหาทางที่จะเป็น Freelance ที่ดีได้ผมว่า มันไม่ง่ายขนาดที่ทุกคนคิดนะครับ Freelance ฉายเดียวเก่งๆมีน้อยมากๆเลยก็ว่าได้ โดยผมมีทั้งที่ผมสรุปเองแล้วก็เนื้อหาที่ผมเก็บจาก Internet มานะครับ (อังกฤษซะส่วนใหญ่)

  1. เป็นนักคำนวณที่ดี
    โดยส่วนใหญ่แล้ว Freelance มักจะมองว่างานที่ได้รับมอบหมายง่ายสามารถทำได้ แต่ไม่ได้คำนวณว่าจะมี Risk (ความเสี่ยง) อะไรที่จะเกิดขึ้นมั่งซึ่งเอาง่ายๆคุณต้องมีหัวทางด้าน Project Management ไม่มากก็น้อยอยู่ไม่งั้นจะลำบากแล้วท่อใจที่หลังได้ เช่น การวาง Plan , Schedule , Risk , Cost , Profit ต่างๆ
  2. มีความรับผิดชอบ
    Freelance ส่วนใหญ่จะขาดความรับผิดชอบอยู่บ้าง สาเหตุที่เคยอ่านก็แตกต่างกันไปผิดสัญญาบ้าง , ตัวเองขี้เกียจบ้าง , เบื่องานบ้าง , คิิดว่าทำได้ แต่พอลองทำจริงแล้วไม่ได้ , และสาเหตุอื่นๆ โดยมีผลจากขาดประสบการณ์บ้าง / ริเริ่มเป็น Freelance , ขาดข้อ 1 ที่ดีอย่างน้อยก็น่าจะมีการพูดคุยให้คนจ้างได้เตรียมตัวบ้าง ให้เขาหาคนมารับช่วงต่อก็ดีกว่าอยู่ๆจะทิ้งงานเลย (เราต้องประเมิณตัวเองได้บ้าง)
  3. มีความสามารถในงานที่ทำ
    เช่นถ้ารับจ้างเขียน Web Application เราก็ควรระบุไปเลยว่าเราจะเขียน Web Application ด้วยอะไร PHP เราเคยเขียนจริงรึเปล่ามี Portfolio โชว์เขาไหมหรือมีแค่คำพูดกับความคิดที่ว่าผมทำได้ ? โดยส่วนตัวผมเองก็เป็นแบบลมปากแล้วคิดว่าทำได้นะและครับ 55+ (Portfolio มีนะแต่ไม่ค่อยจ๊าบ) โดยการแข่งขั้นด้านนี้สูงมาก แต่อย่างว่ายิ่งเขียนเยอะใช่ว่าจะเก่งทุกอันหนิเอาเป็นว่าเราโชว์จุดเด่นของงานของเราให้ได้จะดีมากครับ เช่น ระบบเป็น OOP Concept ล้วนๆเป็นต้น (ลูกค้าจะเข้าใจไหมเนี้ย)
  4. หาความรู้ใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา
    Freelance ที่หาความรู้ใหม่ๆอยู่ตลอดเวลาและสามารถเรียนรู้ Technology ใหม่ๆแล้วเขียนได้ดี จะเรียกงาน + เงินได้มากดังนั้นหาความรู้ใหม่ๆก็อาจจะได้ลาภลอยเลยก็ได้นะ แต่ถ้าไม่อยากหาความรู้ไหมก็ต้องรู้จักต่อยอดความรู้เดิมให้พัฒนาดีๆขึ้นไป
  5. มี Soft Skill ที่ดี
    ถ้าพูดถึง Soft Skill พูดอย่างง่ายๆก็คือ บุคลิกภาพ พูด อ่าน เขียน ! อธิบายคนอื่นได้เข้าใจ , มีความน่าเชื่อถือ , พูดชัดเจนฟังง่าย อะไรแบบนี้เป็นต้น มีทักษะเจรจาต่อรองก็เป็นข้อได้เปรียบเหมือนกันนะครับ การนำเสนอก็ถือเป็นทักษะที่ขาดไม่ได้ ! สำหรับการเสนอผลงานที่จะขาย
  6. มีการจัดการที่ดี (Optional)
    ในส่วนของการจัดการผมว่ามันสำคัญนะแต่ไม่มีก็ไม่เป็นไร จริงๆ Freelance ก็ควรมีการเก็บ CRM (Customer Relationship Management) นะครับทำให้ลูกค้าอยู่กับเราไปนานๆไม่หนีไปไหน แล้วเราจะได้เข้าใจความต้องการของลูกค้ามากขึ้น แล้วทำประวัติได้ อนาคตเอามาเป็นข้อมูลยังมีอีกหลายอย่างที่น่าจะเอามาเป็นเรื่องการจัดการเช่น Version ของ Software ที่เราส่งมอบให้ลูกค้าถ้าเรามีการทำ Version จะทำให้เรารู้ว่าลูกค้าได้ Version อะไรไปแล้วเรามี Version ใหม่ที่เราทำไว้แล้วไม่ได้ส่งมอบรึเปล่า Bug ตัวนี้เกิดเราจะแก้ใน Version ไหน
  7. การมี Connection !
    อย่างว่าถ้าเราีมีเส้นสายงานก็ไหล , พอมีงานก็มีเงิน แต่อย่างว่าไหลมามากๆก็รับไม่ไหว แต่ Connection สำคัญคือ Partner ร่วมหรือคนที่อยู่ในวงการ เช่น ถ้าเราไม่เก่ง User Interface Design ก็ไปหา UI Designer เก่งๆมาช่วยเราแค่นี้เราอาจจะเสียเงินนิดหน่อย แลกกับผลงานอันน่ายอดเยี่ยมทั้ง UI Design แล้วก็ System
  8. ถ้าอยากจะนำคู่แข่งก็ต้องมี Asset และ Automate Tool เยอะๆ
    อย่างว่าถึงเิราจะไม่ได้เก่งทุกอย่างแต่ ถ้ามันมีอะไรที่มีให้ใช้ฟรีแล้วนำมาต่อยอดได้ เช่น Website Template , ภาพทิวทัศน์ , Brush ของ Photoshop และอื่นๆที่จะนำมาใช้ในงานได้ จะทำให้คุณได้ผลงานที่ดีได้ โดยเปลื้องเวลาน้อยมากๆ Automate Tool ก็สำคัญอย่างว่าถ้าเรามี Tool ที่ดีเราก็สบายไปกว่าคนที่ไม่มีมาก แต่มันก็ต้องแลกด้วยการเรียนรู้และใช้งานเหมือนกัน เช่น Dreamweaver VS Notepad ในการสร้าง Web Page คุณก็คงรู้ว่าอันไหนช่วยให้งานมันเสร็จเร็วกว่ากัน ;) ยังมีตัวอย่างอีกหลายอย่าง เช่น Script Open Source ต่างๆที่นำมาต่อเติมใช้ได้อีก หรือ Component ต่างๆก็เป็น Asset นะ
  9. บริการหลังการขายหรือ Customer Service (Optional)
    ลูกค้ายอมจ่ายแพงกว่าเพื่อ Customer Service ที่ดีมีอยู่ถมเถมากมายกายกอง แต่อย่างว่าบางงานเขาก็จ้างเรามาแบบครั้งเดียวจบ แล้วกรณีนะครับ แต่ผมว่าถ้าเรามีการทำส่วนตรงนี้ (CRM) ก็จะทำให้ลูกค้าอยู่กับเราไปนาน แล้วก็ชอบใจด้วยและครับ
  10. ทักษะในการควบคุมอารมณ์และแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า
    ถ้าคุณควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่โอกาส ที่ลูกค้าจะไม่ชอบคุณก็มากต่อให้คุณเก่งแค่ไหน ไม่ช้าถ้าเขาหาคนที่พอๆกับคุณได้เขาก็จะเปลี่ยนใจทันที อย่ามี Ego สูงมากนักแต่จงมีความมั่นใจให้มากๆ ในงานที่จะทำ (ต้องทำได้จริงด้วยนะ) หากมีเหตุการณ์ไม่ขาดฝันเกิดขึ้นจะต้องรู้จักแก้ปัญหาไม่ใช่หนีปัญหา (ข้อนี้จะลดได้หากมีการจัดการความเสี่ยง)
  11. ตรงต่อเวลาและติดต่อได้
    ก็คือมีความรับผิดชอบต่อเวลา แล้วควรจะทำให้ตัวเองสามารถติดต่อได้ เพราะเดียวนี้การจ้างงานโดยที่พบกันไม่กี่ครั้งก็มีเยอะแยะมากมาย โดยเราไม่จำเป็นให้ลูกค้าติดต่อเราได้ตลอดเวลาแต่ควรบอกเวลาที่ลูกค้าติดต่อเราได้ และไม่รบกวนเวลาส่วนตัวของเรา เพื่อที่เขาจะได้สอบถาม / เปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรบ้างอย่างได้ ;)

นี้คือ 11 ข้อที่ผมลองสรุปมาให้อ่านกันนะครับโดยจริงๆแล้วชีวิต Freelance ยากกว่า 11 ข้อนี้มาก อาจจะมีเรื่องการวิ่งหางานเอง , ปัญหาเกิดการเปลี่ยนแปลงของลูกค้า , การคุยสัญญา , เรื่องเอกสารต่างๆ ดังนั้นก่อนจะเป็น Freelance ขั้นเทพ ก็ต้องมีอย่างน้อยประมาณนี้ก่อนนะครับ โดย Freelance มือใหม่ควรทำ Portfolio ไว้บ้างก็ดีนะครับจะได้มีความน่าเชื่อถือและต่อรองราคาได้มากขึ้นนะครับ ;)

10 ทริคเล็กๆสำหรับการทำ Web App ด้วย PHP

ด้วยความที่บทความนี้จะสั้นนิดเดียว แต่ผมว่าน่าจะมีประโยชน์นะครับ

  1. ก่อนการเริ่มทำ Web App ต่างๆหา Component/Class/Script ก่อนจาก Sourceforge.net เป็นต้นจะช่วยลดงานให้เสร็จเร็วขึ้น
  2. ใช้ Framework ในการพัฒนาเพื่ออนาคตในการพัฒนาต่อเติม โดยควรจะมี Architecture อย่างน้อยคือ MVC เป็นต้น
  3. หา Plugin ของระบบ Framework ใช้ให้คุ้มค่า (ถ้า Framework นั้นมีระบบ Plugin หรือคำที่ใกล้เคียง)
  4. หา Design Template มาใช้หรือถ้าคุณเป็น Web Designer อยากออกแบบเองก็ได้ครับ ;)
  5. ถ้าคุณต้องเล่นกับ Javascript หรือจะทำ Ajax ควรหา PHP Framework ที่ติดมาด้วยไม่งั้นคุณคงต้องเหนื่อยในการทำ Ajax หรือ Javascript หรือไม่แน่ต้องหา Javascript Framework มาช่วยอย่าง jQuery เป็นต้น
  6. พยายามหาใ้ช้ OR Mapping ถ้าเป็นไปได้ สำหรับคนที่เขียนเป็น OO Concept เพราะมันจะช่วยให้งานคุณเป็นไปในทางเดียวกันได้ง่ายกว่า การเขียน Database ที , PHP ที
  7. CSS ควรเขียนให้อยู่ในรูปแบบที่อ่านเข้าใจเพื่อในอนาคตจะได้มาแก้ได้ง่ายและเข้าใจ (แต่ตอนนำไป Deploy ควร Optimize ก่อนนะ)
  8. หา Plugin เก็บ Log มาด้วยเพราะจำเป็นในการทำให้ถูกกฎหมายของไทย นะครับ ;)
  9. พยายามแก้ปัญหาด้วยวิธีง่ายๆก่อนที่จะแก้ปัญหาจากวิธียากๆ
  10. ถ้าไม่ทำเป็น OO Concept ก็ควรที่จะทำเป็น Function เพื่อง่ายต่อการใช้ซ้ำและแก้ไขง่าย

การอ่านกับการกระทำในกฎ 80/20

หลังจากที่ผมหาคำตอบในการอ่านแล้วการสร้างคุณค่าให้ัตัวเองผมก็ขอมาสรุป ว่าการอ่านกับการกระทำในแบบกฎ 80/20 จะเป็นอย่างไรผมจะมาสรุปในมุมมองของผมดังนี้ครับ โดนผมจะมองมุมแบบแตกย่อยออกมานะครับ ลองไปดูกันว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง

การอ่านในมุมมอง 80/20

โดยตัวเลขตัวแรกคือการทุมเทพลังงาน ตัวเลขตัวที่สองคือผลลัพธ์

  • อ่านหนังสือดีๆแล้วได้เปิดมุมมองใหม่ๆ 20/80
  • อ่านหนังสือทำให้เกิดเป็นผลงานใหม่ 80/20
  • อ่านหนังสือมากๆทำให้ทำงานได้เก่ง 80/20
  • อ่านหนังสือมากๆทำให้เก่งทฤษฎี 20/80
  • อ่านหนังสือทำให้ประสบการณ์ 80/2

การกระทำในมุมมอง 80/20

โดยตัวเลขตัวแรกคือการทุมเทพลังงาน ตัวเลขตัวที่สองคือผลลัพธ์

  • ทำงานมากๆได้ประสบการณ์ในเรื่องๆนั้น 20/80
  • ทำงานใหม่ๆทำให้ได้มุมมองใหม่ๆ 80/20
  • ทำงานทำให้เกิดผลงาน 20/80
  • ทำงานทำให้เก่งทฤษฎี 80/20
  • ทำงานมากๆทำให้เก่งงาน 20/80

โดยอันนี้เป็์นความคิดคร่าวๆของผมนะครับ โดยผมว่าเราต้องทำการ Balance ระหว่างการทำงานและการอ่านจะได้ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดไม่ใช่ว่าทำเอาถึกๆ เอาอย่างเดียวหรืออ่านๆๆเพียงอย่างเดียว เพราะถึกๆทำเพียงอย่างเดียวก็จะได้แต่ผลงานอาจจะขาดประสิทธิภาพ (สำหรับผู้ที่ไม่มีประสบการณ์เลย) แต่ถ้าอ่่านๆอย่างเดียวก็เหมือนไม่ได้ลองสนามจริงก็จะไม่ทำให้เกิดงาน แต่รู้ทฤษฎีซึ่งสามารถทำงานให้ราบรื่นได้ง่ายขึ้นเพราะมีความรู้อยู่แล้ว

ปล.  ผมเขียนขึ้นมาลองวิเคราะห์ดูลับสมอง อิอิ

My Geek Style ~ ตอน Geek Gadgets

แหะๆวันนี้ก็มาเขียนอะไรชิลๆกันดีกว่านะครับ โดยวันนี้ผมจะมาเขียน อะไรแบบขำๆจุดประสงค์ก็คือ Share ความเป็นตัวตนของผม โดยผมก็เป็น Junior Geek ไม่ถึงกะเป็น Geek มากเท่่าไรนัก แต่ในวัยเดียวกันผมก็ Ok อยู่งิงิ โดยผมวันนี้จะมาเขียนว่า ความฝันของ Geek แบบผมชอบอะไรแนวไหนกันบ้างนะครับ ! โดยอิ่งจากความชอบปัจจุบันของผมนะครับ มาเริ่มกันเลยครับ

Gadgets [อุปกรณ์] 

Laptop ~

geek tips Asus Eee 701

อุปกรณ์แรกของ Geek แบบผมคงขาดไม่ได้คือ Laptop นั้นเอง แต่ตาม Style ของผมต้องเบา !! แล้วใช้งานได้ดีพอสมควร Laptop ที่ตอบโจทย์พวกนี้ได้ก็คงเป็น Asus Eee Pc  หรือ Laptop ตัวอื่นๆที่เบาแล้วสามารถใช้งานได้ดี แต่ที่ผมชอบ Asus Eee PC ก็คือเรื่องของราคาครับ ! เพราะราคาอยู่ในสิ่งที่ผมมีโอกาสเอื้อมถึงแล้วไม่แพงจนเกินไป

Video/Mp3 Player ~

geek tips sony psp

อุปกรณ์ตัวนี้ต้องขอบอกว่า ผมไตร่ตรองมาพอสมควร แล้ว ผมว่าตัวที่ผมถูกใจ ก็มี PSP , Ipod Touch , Zune แต่ผมให้ PSP เป็นอับดับ 1 เพราะเนื้อที่ 1-2 gb สำหรับผมมันก็เพียงพอนะแต่ต้องขยันหน่อยในการแปลงไฟล์ต่างๆเข้า PSP มันจะได้ประหยัดเนื้อที่ ส่วน Ipod Touch ตัวใหม่ที่กำลังมา (32gb) ก็เจ๋งดีแต่ราคาแพงไปนิด แถมตอนนี้ยังโดนปิด function อยู่ไม่รู้อนาคตกว่าจะเก่งต้องรอถึงเมื่อไร ส่วน Zune นี้เป็นคำตอบที่ดีเหมือนกันด้วยระบบที่ใช้ง่ายไม่ ยึดติดเหมือน Ipod ผมก็เลยว่ามันเป็นตัวเลือกที่ดีีอีกตัว สำหรับใครที่ชอบเล่นเกมมีอีกตัวที่แนะนำคือ Nintendo DS ครับ !!

Mobile Phone ~

geek tips 1846t

อย่างว่าครับ Geek อย่างผมของที่ต้องติดตัวเป็นหลักจะต้องเบา โทรศัพท์มือถือตอนนี้ผมก็ใ้ช้รุ่นเบาๆอยู่นั้นคือ Nokia 2630  แล้วเพื่อนผมใช้ Samsung U100 มีน้ำหนักเบาพอตัวอยู่ที่ประมาณ 60-66 กรัม ก็เบาอยู่นะครับ อันนี้ขึ้นอยู่กับการใช้งานนะครับ แต่ผมไม่ค่อยได้ใช้อะไรมาก โทรเข้า โทรออก Ringtone Mp3 แล้วก็ส่ง SMS แล้วก็จดบรรทึกนิดหน่อยครับ รุ่นนี้ก็เลยเพียงพอ แต่ผมสนใจรุ่นใหม่ๆที่มี Macromedia Flash Lite ผมว่าอนาคต App บนนี้จะเกิดเร็วไม่แพ้ Java หรือ Symbian แน่ครับ (Adobe ผลักดัน)

Flash Drive/Portable Hard-disk

geek tips c01313657

ตอนนี้ผมใช้ของ HP USB Flash Drive  v110w ขนาด 2gb อยู่ครับ เหตุผลที่เลือกใช้อีกตามเคยครับเบา แล้วก็เล็กครับ มีเนื้อที่ใช้เพียงพอ โดยส่วนตัวผมว่า ถ้าไม่เอาหนังเข้าก็เพียงพอมากๆ แต่สำหรับบางคนที่ต้องมีการย้าย DVD , หนังอยู่บ่อยๆ Portable Hard-disk น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่านะครับ โดยอันนี้ผมเอาติดกับพวกกุญแจ เลยไม่ลืมพกเลยละครับ

Digital Camera

geek tips p p nikon d40xa 1 1

ตอนนี้กล้อง DSLR ที่ผมอยากได้ที่สุดคงหนีไม่พ้น Nikon D40x ที่ราคาต่อคุณภาพของภาพ เรียกว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับราคา ไม่เกิน 2 หมื่นบาทเลยครับ โดยผมว่ถ้าราคามากกว่านี้ EOS40D หรือ EOS450D (ที่กำลังจะออกมา) ดูจะมีเหตุผลมากกว่า ;)

วันนี้เป็นเรื่องชิลๆเขียนเรื่อยๆเพื่อนๆมา Share อุปกรณ์ Geek ของท่านกันบ้างนะครับ ว่ามีอะไรที่ท่านชอบท่านอยากใช้ หรืออยากเป็นเจ้าของ หรือเป็นเจ้าของอยู่ วันนี้ผมไปก่อนละ อ๋อจะบอกอีกอย่างคือ Dominixz.com คงอยู่กับเราไปเรื่อยๆแล้วละครับ Domester.Net จะไม่อยู่แทนแหะๆ แต่ผมคงทำ DominixZ เป็น Portfolio web แล้วก็ทำ subdomain เิป็น blog แห่งนี้แห่งเดิมนะครับ วันนี้ไปก่อนแล้วครับ…..

Oracle XE 10g [vs] MySQL v5.1.6 สงครามของฟรี !

หุหุๆ หลังจากที่ผมก็ลองลงไปศึกษาเรื่องของ Oracle ให้มากขึ้นๆ ก่อนที่จะได้เริ่มทำงานจริงกับทาง Middleware แล้วผมก็หาข้อมูลเกี่ยวกับของฟรี มาเปรียบเทียบให้ฟังกันเล่นๆนะครับ ผิดถูกยังไงช่วยเติมให้ด้วยนะครับ เพราะผมก็ดูแบบ ไม่ละเอียดครบทุก Function นะครับ เรามาเปรียบเทียบกันเลยดีกว่าครับ

software oraclevsmysql

รายละเอียดของแต่ละฐานข้อมูล

ผมอ้างอิ่งจาก wikipedia นะครับ กดที่นี้เลยครับ

MySQL

  • การสนับสนุน OS : Window , mac , linux , bsd , unix , z/Os(อาจจะ)
  • สนับสนุน ACID , Referential integrity , Transactions , Unicode (ได้เฉพาะ InnoDB แล้วอนาคตคงต้องใช้ Maria แทน)
  • Max DB size ไม่จำกัด , Max Table Size 2GB (Win32 FAT32) to 16TB (Solaris) , Max Row Size 64KB , Max columns per row 3398 , Max Blob/Clob size 4GB (longtext, longblob) , Max NUMBER size 64bit , Max CHAR Size 64kb
  • สนับสนุน Temporary Table , ไม่สนับสนุน Materialized view (เป็น view ที่ทำการ cache ได้ เช่น cache query) แต่ใช้ Stored Procedure + Trigger ทำเองได้
  • ไม่สามารถทำ Data Domain ได้ (ผมไม่แน่ใจ แต่น่าจะทำได้นะโดยการใช้ enum)
  • การทำ Partitioning ต่างๆ มีเฉพาะ 5.1.6 ขึ้นไป ซึ่งตอนนี้ Stable Version คือ 5.0.5 ยังไม่มี

Oracle XE
ส่วนตัว Oracle XE ทำได้หลายอย่างเหมือน MySQL แต่มีเรื่องที่แตกต่างดังนี้

  • Max DB Size 4gb (ของฟรีมันทำอย่างนี้ นี้เอง) , Max table size 4GB * block size (with BIGFILE tablespace) , Max row size Unlimited , Max column per row 1000 , Max Blob/Clob size 4GB (or max datafile size for platform) , Max NUMBER size 126bit , Max CHAR size 1000 byte
  • วิธีการ Index ทำได้หลายแบบมากกว่า
  • Materialized view สนับสนุนเต็มรูปแบบ
  • สนับสนุนการทำ Data domain
  • สามารถใช้ CPU ได้ CPU เดียวต่อ 1 เครื่อง แล้วรองรับ Ram เพียง 1 gb ไม่ว่าจะมี CPU กี่ตัวหรือ Ram มากกว่า 1gb
  • ระบบ Back up & Recovery ที่ดีมาก

หลังจากมาดูคราวๆที่ผมลองๆสรุปมานะครับเฉพาะเรื่องด้านนี้ ผมว่า MySQL เหมาะสำหรับการทำ Web Server ที่เปิดใช้บริการมากกว่า เพราะ Max DB Size มัน Unlimited แต่ถ้าถามว่านำเอามาใช้พัฒนาโปรแกรมเอง ผมว่ายังกำกึ่งอยู่ โดย Oracle XE เหมาะกับการทำข้อมูลจำนวนมากๆๆๆๆ แต่สำหรับงานธรรมดาผมว่าพอๆกันนะ แต่ข้อเสียของ Oracle XE ก็คือเรื่องการจำกัดทรัพยากรด้วย CPU กับ Ram ซึ่งแน่นอน ไม่เหมาะกับการไปทำ Web Server หรือ Private Web Server อยู่ดี แต่ถามว่าเพียงพอต่อการใช้งานปกติ ไหมผมว่าพอนะ เอาละจบเรื่องนี้กัน โดยผมให้คะแนน MySQL ชนะไปในเรื่องนี้ เพราะผมมองเรื่องของอนาคต แล้วก็การจัดการหลายๆ Application ด้วย

เครื่องมือต่างๆที่ช่วยสนับสนุน

ในส่วนตรงนี้ข้อพูดรวมๆเลยนะครับ เพราะทางฝั่ง MySQL เป็นรองอยู่มากๆ โดย MySQL มี MySQL GUI , MySQL Proxy (Alpha Version) , MySQL Workbench (Beta Version) เป็น 1 ในอุปกรณ์ที่ช่วย มาลองเทียบทางฝั่ง Oracle XE ที่แถมมาเลยนะครับลองอ่าน บทความนี้ดูนะครับ ผมจะพูดโดยรวมนะครับ โดยทุกอย่างของ Oracle XE เป็น Web-Based แบบ AJAX แทบทั้งนั้น ดังนั้นลืมเรื่อง Platform ที่ใช้งานได้ไปได้เลย ! แถมมีทุกเครื่องมือที่ MySQL GUI มีแต่ใช้งานได้ผ่าน Browser! แถมยังมี Import/Export เป็น Spreadsheet หรือ XML ได้อีก (ไม่แน่ใจว่า MySQL มีไหม)
แล้ว Oracle ยังมี Tool อีกตัวหนึ่งจัดการเกี่ยวกับ Database แล้วเป็นของฟรีนั้นคือ SQL Developer มาถึงที่นี้ ผมว่าเรื่อง Tool จาก Oracle หลังจากที่ศึกษามาพอสมควร Tool ของ Oracle มีประสิทธิภาพมากกว่า แต่ต้องแลกด้วย Learning Curve ที่มากกว่า ก็เป็นสิ่งที่ต้องแลกกันไปครับ แต่ในหมวดนี้ผมขอยกให้ Oracle ชนะไปครับ

การบรรลุเป้าหมาย

สำหรับหมวดนี้คือสิ่งที่ผมวิเคราะห์เบื้องต้นในการนำไปใช้งานนะครับ เริ่มต้นจาก MySQL กันก่อนนะครับว่า Goal ของมันคืออะไร

  • การทำงานที่ไม่ได้ต้องการเสถียรภาพที่สูงมาก
  • ไม่จำกัดทรัพยากรส่งผลให้ Performance สูงขึ้นตาม Hardware (เทียบกับ Oracle XE)
  • ใช้งานเบื้องต้นได้ง่าย
  • เหมาะกับงานธุรกิจขนาดเล็กถึงขนาดกลาง

ส่วน Oracle XE มี Goal ที่เหมาะสมดังนี้

  • การใช้งานต่างๆที่ง่ายขึ้น เพราะมี Tool ให้ใช้
  • เหมาะสำหรับงานที่ต้องการเสถียรภาพสูง
  • ผู้ใช้งานพร้อมกันไม่เป็นจำนวนมากๆๆๆๆ (เพราะมันจำกัดทรัพยากร)
  • อนาคตจะต้องใช้ Oracle Database (ทำให้เรียนรอบเดียวคุ้มกว่า)

วันนี้ผมก็ขอลองวิจารณ์ Oracle XE กับ MySQL เพียงเท่านี้นะครับจริงๆแล้วยังมีหลายปัจจัย ที่ยังสามารถยกประเด่นมาคุยกันได้อีก เช่น การ Cluster โดยผมค่อนข้างให้คะแนนกับ MySQL สำหรับคนที่ทำ SOHO นะครับแต่สำหรับคนที่จะทำงานใหญ่ก็มอง Oracle เป็นตัวเลือกนะครับ ลองคิดดูถึงเรื่อง Tools ต่างๆที่ติดมากับ Oracle นะครับ ผมว่าเป็นจุดแข็งของ Oracle เลยทีเดียวกับเรื่อง Backup & Recovery แต่อย่างว่า ผมคงไม่มีเงินซื้อ License ของ Oracle แล้วเทียบมวยแบบนี้ผมว่า MySQL ยังได้เปรียบอยู่ส่วนใครใช้ PostgreSQL อยู่จะมาแนะนำโชว์จุดแข็งจุดอ่อนเชิญ Comment มาเลยนะครับ ;)

ปล. ถ้าผมพูดอะไรผิดไปช่วยแก้ มีจุดไหนที่ยังไม่พูดก็ช่วยเสริมกันนะครับ ;)

Next Page »